ราชสีห์ VS สิงโต

ราชสีห์ ไม่ใช่ สิงโต

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

วันอังคารที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ถวายกรอบรูป “ภาพพระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญ ที่ประดิษฐานในประเทศไทย” จ.ปทุมธานี

วันอังคารที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙
ได้นำกรอบรูปขนาดใหญ่
“ภาพพระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญ ที่ประดิษฐานในประเทศไทย”
ไปถวายวัดในจังหวัด

ปทุมธานี ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นจำนวน ๑๓ วัด เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลให้ในหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๗๔ พรรษา 1- วัดโบสถ์หลวงปู่เทียน

2- วัดเจดีย์ทอง

3- วัดสิงห์

4- วัดแจ้ง

5- วัดชัยสิทธาวาส

6- วัดบางหลวง

7- วัดน้ำวน

8- วัดชินวราราม

9- วัดป่ากลางทุ่ง

10- วัดตลาดเหนือ

11- วัดเทียนถวาย

12- วัดเทพสุธรรมราม (วัดหลวงปู่สรวง)

13- วัดสายสุวพรรณ (มีผ้าป่า ร่วมทำบุญแผ่นโปสเตอร์เล็ก 100 แผ่น)

อาจเป็นรูปภาพของ การจัดแสง, เชิงเทียน และ ในอาคาร
อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความพูดว่า "วัดเจดีย์ทอง วัดเจดีย์ は九いるる ต.คลองควาย อ.ล่ามโคก ถ.คลองควายอ.ล่ามโคก อ.ล่า จ.ปทุมธานี"
อาจเป็นรูปภาพของ ตาราง และ ในอาคาร
อาจเป็นรูปภาพของ วัด
อาจเป็นรูปภาพของ วัด และ ข้อความ
อาจเป็นรูปภาพของ วัด และ ข้อความ
อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความ

อาจเป็นรูปภาพของ ตาราง

อาจเป็นรูปภาพของ หนึ่งคนขึ้นไป, ผู้คนกำลังอ่านหนังสือ, พิณ, หีบเพลง, แคลริเน็ต, ฟลุต และ ไวโอลิน
อาจเป็นรูปภาพของ วัด, แท่นบรรยาย และ ข้อความ
ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ
อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความ
โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

ระหว่างวันที่ ๕-๙ มิถุนายน ๒๕๖๙ ได้ไปถวายกรอบรูปขนาด A1 “พระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญที่ประดิษฐานในประเทศไทย”

ระหว่างวันที่ ๕-๙ มิถุนายน ๒๕๖๙

ได้ไปถวายกรอบรูปขนาด A1 “พระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญที่ประดิษฐานในประเทศไทย” ดังนี้

เพชรบูรณ์

1- วัดศรีมงคล (วัดบ้านนาทราย) 5 มิถุนายน 69

พิษณุโลก

2- วัดกลางศรีพุทธาราม นครไทย 6 มิถุนายน 69

3- วัดนครไทยวราราม 6 มิถุนายน 69

4- วัดราชบูรณะ 9 มิถุนายน 69

แพร่

5- วัดบ้านนาคูหา 6 มิถุนายน 69

6- วัดพระธาตุดอยเล็ง 7 มิถุนายน 69

7- วัดพระธาตุอินทร์แขวน 7 มิถุนายน 69

8- วัดพระบาทมิ่งเมือง 6 มิถุนายน 69

9- วัดเขื่อนคำลือ 6 มิถุนายน 69

10- วัดปงท่าข้าม 6 มิถุนายน 69

11- วัศรีดอก 6 มิถุนายน 69

12- วัดสูงเม่น 6 มิถุนายน 69

13- วัดหลวง 7 มิถุนายน 69

เลย

14- วัดโพนชัย 5 มิถุนายน 69

อุตรดิตถ์

– วันอัฏฐมีบูชา

อาจเป็นรูปภาพของ วัด และ ข้อความ

อาจเป็นรูปภาพของ ดอกไม้

อาจเป็นรูปภาพของ วัด และ ข้อความ

อาจเป็นรูปภาพของ ถ้ำบาตู และ วัด

อาจเป็นรูปภาพของ วัด และ ข้อความ

อาจเป็นรูปภาพของ ดอกไม้ไฟ

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

สรุปคร่าวๆ (๘ เมษายน ๒๕๖๙) วัดที่ไปถวายกรอบรูป

สรุปคร่าวๆ (๘ เมษายน ๒๕๖๙) วัดที่ไปถวายกรอบรูป “พระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญ ที่ประดิษฐานในประเทศไทย” เฉพาะกรอบใหญ่ A1 (90 กว่าวัด)

(กรอบเล็ก A3 ส่งไปรษณีย์ไปทั่วประเทศก่อนหน้านี้แล้ว)

อธิษฐานให้พุทธบารมี ได้ปกคลุมประเทศไทย ปกป้องประเทศไทย จากภัยต่างๆ ทั้งหลายทั้งปวง

https://www.facebook.com/share/p/1cUfPX2X3m/

อาจเป็นรูปภาพของ วัด
อาจเป็นรูปภาพของ วัด และ ข้อความ
อาจเป็นรูปภาพของ วัด และ ข้อความ

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความพูดว่า "ตามรอยพระเจ้าอโสก โสก ถวาย ถวายกรอบรูปแสดง เสดง ตาม รอย พระเ รอบรูป "พระบรมสารีริทธาตุส่วนสำคัญ รีริก "พระบร ส่วน ที่ประดิษฐานใน ฐาน ใน ที่ป ะดิษ ประเทศไทย" เพื่อป เพื่อประดิษฐานไปทั่วชมพูทวีป วีป ไป"
โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

วัดแรกในวันมาฆบูชา ๓ มีนาคม ๒๕๖๙ เริ่มต้นจาก

“พระธาตุจอมแจ้ง” อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

ไม่คิดว่าวัดจะมีงานใหญ่ขนาดนี้ มีขบวนแห่ยาวมาก ขับรถไปอยู่หน้าขบวน เพื่อที่จะเอากรอบรูปภาพ “พระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญ ที่ประดิษฐานในประเทศไทย” ไปถวาย

แต่เห็นผู้คนจำนวนมาก ขบวนยาวเป็นกิโลเลย คิดว่า เข้าไปลำบากแน่ๆ เพราะวันนั้นคือ วันมาฆบูชา ในแผนที่ทำไว้ คือ ๑๓ วัด ต้องใช้แต่ละวัดไม่มาก เพราะวัดห่างกันพอสมควร เลยขับรถไปตัดหน้าขบวนแล้วไปจอดข้างทาง

คนที่นั่นอัธยาศัยดีมาก ไม่ว่าเราเลยสักนิดเดียว เลยบอกเจ้าหน้าที่ว่า เรามีกรอบรูปขนาดใหญ่จะไปถวาย เค้าบอกว่า ให้ขึ้นไปถวายข้างบน เลยบอกเค้าว่า อย่างนั้นขออนุญาตร่วมขบวนได้ไหม เค้าก็ยินดี และบอกว่า คุณมาถูกวัดแล้ว วัดนี้เป็นวัดใหญ่วัดสำคัญประจำอำเภอเลยทีเดียว แถมเจ้าหน้าที่บอกว่า ผมช่วยถือไปถวายให้ก็ได้ แต่ภาพมันใหญ่อีกสักพักจึงมีอีกท่านมาช่วยถือ แล้วก็ได้เข้าร่วมขบวน คนในขบวนบอกว่า รูปพระพุทธเจ้า ให้เอาไปนำข้างหน้าเลย

วัดแรกของวันมงคล ก็ได้สิ่งที่ดีๆ แล้ว
ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ และ ผู้คนในขบวนแห่ด้วย ที่อนุญาตให้เราเข้าร่วมขบวน

https://www.facebook.com/share/v/18GtAjVgbo

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

วันที่สอง ของการเดินทางเสาร์ที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

– วัดเวียง (เล็บมือ)
– วัดอุมลอง (กระดูกด้ามพร้า)
– วัดดอยป่าตาล (ม่อนวัวนอน)

—————————————-

วันนี้ต้องเดินทางจากลำปางไปถวายกรอบรูป “พระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญ ที่ประดิษฐานในประเทศไทย” สองจังหวัดในวันเดียว และต้องขับรถผ่านป่าเขาและต้องทำเวลาให้ได้ครบตามที่กำหนด

ในจังหวัดลำปางซึ่งมีในลีสดังนี้
– วัดเวียง (เล็บมือ)
– วัดอุมลอง (กระดูกด้ามพร้า)
– วัดดอยป่าตาล “ม่อนวัวนอน” (พระธาตุลิ้นไก่)
– พระธาตุจอมปิง (ซี่โครงซ้าย)

– พระธาตุลำปางหลวง (พระนลาฎเบื้องขวา, พระศอเบื้องหน้า-หลัง), พระแก้วมรกต – พระธาตุม่วงคำ (พระธาตุ “มหาจานุกํง” พระธาตุคางเบื้องซ้าย), พระเกศาธาตุ ๘ เส้น

– วัดพระแก้วดอนเต้า (มะแกว (หัวใจ)), พระเกศาธาตุ – สุสานไตรลักษณ์ (ไปนมัสการหลวงปู่เกษม)

พะเยา

– พระธาตุแจ้โว (ปลายพระนาสิก) – พระธาตุดอยน้อย (นิ้วก้อย)

– พระธาตุจอมทอง (พระกรเบื้องซ้าย) – พระธาตุภูขวาง (พระหัตถ์เบื้องขวา+พระเกศา ๓ เส้น)

———————————————————-

สามวัดแรก ที่อยู่ติดกัน – วัดเวียง, วัดอูมลอง, วัดดอยป่าตาล อยู่อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง

วัดเวียง อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง

เป็นวัดสำคัญของอำเภอ (ตามที่ชาวบ้านบอกมา) เป็นวัดเก่าแก่ แต่ตอนไปที่วัด พระท่านมีกิจนิมนต์ไปที่อื่น จึงได้ฝากถวายกรอบรูปไว้กับพระวัดอูมลอง (พร้อมโปสเตอร์แผ่นเล็กด้วย) ตามบันทึกวัดเวียงเป็นที่ประดิษฐานเล็บมือของพระพุทธเจ้า จึงขับรถไปที่วัดอูมลอง ซึ่งห่างจากกันไม่ไกลนัก

วัดอุมลอง อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง

ตามตำนานของวัดกล่าวไว้ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นพระโคอุสุภราช ได้มาประสูติลูกน้อยยังบริเวณที่ตั้งของพระธาตุวัดเวียงในปัจจุบันนี้

เมื่อประสูติแล้ว แม่โคได้พาลูกน้อยออกไปหากินทางทิศเหนือ แล้วได้พลัดหลงกัน ลูกโคจึงเรียกร้องหาแม่ว่า “อุลอ อุลอ” แล้วเที่ยวตามหาแม่อยู่นานเกือบ ๒ วัน จึงพบแม่โคนอนอยู่ในที่แห่งหนึ่ง จึงเรียกบริเวณนั้นว่า “อุลอ” ต่อมามีการเรียกเพี้ยนไปว่า “อุมลอง”

หลังจากนั้นแม่โคและลูกน้อย ได้พากันไปหากินทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ และพักนอน อยู่บริเวณนั้นเป็นเวลานาน จนลูกน้อยโตขึ้น ณ บริเวณนั้น จึงเรียกว่า “ม่อนวัวนอน” ปัจจุบันอยู่ในเขตบ้านป่าตาล ต.เถินบุรี จ.ลำปาง และเป็นที่ตั้งของวัดดอยป่าตาลนั่นเอง

ครั้งเมื่อพระบรมโพธิสัตว์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วพระองค์ระลึกชาติได้แต่คนหลังว่าเคยเสวยพระชาติเป็นอะไรมาบ้าง แต่ละชาตินั้นเคยอยู่ที่ไหนมาบ้างพระองค์ได้ตรัสสั่งไว้ให้พระสาวกนำเอาเกศาหรือพระบรมสารีริกธาตุของพระองค์ไปบรรจุไว้สถานที่ดังกล่าว หลังจากนั้นหลังจากที่พระองค์เสด็จดับขันปรินิพพานไปแล้ว

หลังจากที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันปรินิพพานมาแล้ว มีพระยาอโสกได้สร้างเจดีย์ขึ้นจำนวน ๘๔,๐๐๐ องค์ (แปลว่า มากสุดๆ) และได้ทรงทูตมาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ ตามคำสั่งสำเร็จของพระพุทธเจ้าให้ปัจจุบันคือ

วัดเวียงคือ “เล็บมือนาง”

วัดอุมรอง “พระธาตุกระดูกด้ามพร้า” หรือกระดูกท่อนแขนใต้ศอก

วัดดอยป่าตาล “พระธาตุลิ้นไก่”

จึงได้ถวายกรอบรูปไว้ที่วัดอุมลอง และฝากถวายไว้ให้วัดเวียง หลังจากนั้น ก็เดินทางไปที่วัดดอยป่าตาล

เป็นที่น่าแปลกใจว่า ขณะขับรถไปที่วัดดอยป่าตาลนั้น เจอฝูงวัวและลูกวัวเดินผ่านหน้ารถด้วย

วัดดอยป่าตาล อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง

พระเจดีย์ยังคงไม่ได้มีการบูรณะมาก (เจดีย์สีขาว) ตั้งอยู่บนดอยเตี้ยๆ ไม่ห่างจากนั้น

หลังจากดูระยะทางแล้ว ต้องข้าม “พระธาตุจอมปิง” ไปเพราะว่าไม่อย่างนั้นจะไปพระธาตุที่เหลือไม่ได้เลย จึงมุ่งตรงเป้าหมายต่อไป คือ “พระธาตุม่วงคำ”

*** มีต่อยังอยู่ในจังหวัดลำปาง ***

https://www.facebook.com/share/p/1DP4xmtj81

อาจเป็นรูปภาพของ วัด
อาจเป็นรูปภาพของ วัด

อาจเป็นรูปภาพของ วัด และ ข้อความ

อาจเป็นรูปภาพของ วัด
อาจเป็นรูปภาพของ วัด และ อนุสาวรีย์
อาจเป็นรูปภาพของ ช้าง, อูฐ, ถนน และ พื้นหญ้า

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

วันที่สอง ของการเดินทาง (ต่อ… ตอนที่ ๒ ยังอยู่ในลำปาง) เสาร์ที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

ตอนที่ ๒ ยังอยู่ในลำปาง มีดังนี้

– พระธาตุลำปางหลวง (พระนลาฎเบื้องขวา, พระศอเบื้องหน้า-หลัง), พระแก้วมรกต
– พระธาตุม่วงคำ (พระธาตุ “มหาจานุกํง” พระธาตุคางเบื้องซ้าย), พระเกศาธาตุ ๘ เส้น

– วัดพระแก้วดอนเต้า (มะแกว (หัวใจ)), พระเกศาธาตุ
– สุสานไตรลักษณ์ (ไปนมัสการหลวงปู่เกษม)

—————————————-

วันนี้ต้องเดินทางจากลำปางไปถวายกรอบรูป “พระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญ ที่ประดิษฐานในประเทศไทย” สองจังหวัดในวันเดียว และต้องขับรถผ่านป่าเขาและต้องทำเวลาให้ได้ครบตามที่กำหนด

ในจังหวัดลำปางซึ่งมีในลีสดังนี้
– วัดเวียง (เล็บมือ)
– วัดอุมลอง (กระดูกด้ามพร้า)
– วัดดอยป่าตาล “ม่อนวัวนอน” (พระธาตุลิ้นไก่)
– พระธาตุจอมปิง (ซี่โครงซ้าย)

– พระธาตุลำปางหลวง (พระนลาฎเบื้องขวา, พระศอเบื้องหน้า-หลัง), พระแก้วมรกต, พระเจ้าศิลา (จากละโว้) ไม้ขะจาว(ตั้งแต่สมัยพุทธกาล)

– พระธาตุม่วงคำ (คางเบื้องซ้าย)
– วัดพระแก้วดอนเต้า (มะแกว (หัวใจ), พระเกศาธาตุ)
– สุสานไตรลักษณ์ (ไปนมัสการหลวงปู่เกษม)

พะเยา

– พระธาตุแจ้โว (ปลายพระนาสิก) – พระธาตุดอยน้อย (นิ้วก้อย)

– พระธาตุจอมทอง (พระกรเบื้องซ้าย) – พระธาตุภูขวาง (พระหัตถ์เบื้องขวา+พระเกศา ๓ เส้น)

———————————————————-

วัดพระธาตุลำปางหลวง

ตำบลลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง

ตามตำนานวัด ประดิษฐาน พระเกศาธาตุ พระนลาฏเบื้องขวา พระศอด้านหน้าและหลัง พระแก้วมรกต พระเจ้าศิลา (จากละโว้) ไม้ขะจาว(ตั้งแต่สมัยพุทธกาล)

ประวัติวัดพระธาตุลำปางหลวง ได้จากตำนานต่างๆพอสรุปได้ว่าวัดนี้มีความสำคัญมาตั้งแต่พุทธกาลแล้ว ยังคงความสำคัญเรื่อยมา ดังเช่นในตำนานมีการกล่าวถึงการเสด็จมา นมัสการพระธาตุของพระนางกามเทวี ราวพ.ศ.๑๒๐๐ เศษ วัดมีการบูรณะเรื่อยมา ตามที่มีบันทึกคือ จากศิลาจารึกกล่าวว่าพ.ศ. ๑๙๙๒ เจ้าหารและท้อง ได้ทราบพระเจดีย์สูง ๑๕ วากว้าง ๓ วาพ.ศ. ๒๐๓๙ เจ้าหมื่นคำเพชรได้บูรณะกำแพงพ.ศ.๒๐๓๙ เจ้าหาญศรีธัตถะทได้บูรณะพระเจดีย์อีกฐานกว้าง ๑๒ วา สูง ๒๒ วา ๒ ศอกและได้บูรณะอีกหลายครั้ง

วัดนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกตวัดนี้เป็นปูชนียสถานที่สำคัญที่สุด แห่งหนึ่งในอาณาจักรล้านนาจนถึงปัจจุบัน สิ่งที่ประดิษฐานภายในวัดมีดังนี้

๑.ในองค์เจดีย์ภายในบรรจุพระบรมเกศาธาตุ ซึ่งพระพุทธเจ้ามอบให้ลัวะอ้ายก่อนเมื่อครั้งพุทธกาล และได้สร้างเจดีย์สูง ๗ ศอกเพื่อประดิษฐานพระเกศา

หลังจากนั้นพระมหากัสสปะได้เอา พระบรมสารีริกธาตุพระนลาฏเบื้องขวา และพระเมฆิยะได้เอาพระบรมสารีริกธาตุส่วนลำคอข้างหน้าและข้างหลังมาบรรจุไว้พระธาตุเจดีย์ได้ถูกสร้างบูรณะหลายครั้งองค์ที่เห็นปรากฏอยู่นี้เจ้าเมืองศรีธัตถะสร้างขึ้นเมื่อพ.ศ ๒๐๓๙

๒. วิหารหลวง สร้างเมื่อพ.ศ.๒๐๑๙ โดยเจ้าหมื่นคำเพชรภายในมีซุ้มมณฑปประดิษฐานพระเจ้าล้านทอง ซึ่งหล่อขึ้นในพ.ศ.๒๑๐๖ มีภาพจิตรกรรมเรื่องทศชาติและพรหมจักรซึ่งเขียนขึ้นราวกลางพุทธศตวรรษ ที่ 20 นอกจากนี้ยังมีศิลปะวัตถุที่สำคัญอีก คือ ธรรมาสน์สวดและเทศน์พุทธาภิเษกและอาสนะสงฆ์ซึ่งเจ้านายสมัยโบราณผู้มีศรัทธาถวายให้แก่วัด

๓. วิหารพระพุทธ ไม่ปรากฏชื่อผู้สร้างแต่คงมีอายุไม่น้อยกว่า ๗๐๐ ปีและถูกบูรณะซ่อมแซมในปี พ.ศ.๒๓๔๕

๔. ซุ้มประตูโขงโครงสร้างขึ้นราวปีพุทธศตวรรษที่ ๒๑

๕. วิหารน้ำแต้ม สันนิษฐานว่าโครงสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เป็นอาคารไม้ที่เก่าแก่ที่สุดของภาคเหนือภายในมีค่ากิจกรรมฝาผนังคงมีอายุตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๒๑ ลงมา ซึ่งเขียนไว้บนแผงไม้คอสองของวิหาร

คอสองด้านพระหัตถ์ซ้ายของพระประธานเป็นเรื่องท้าวสักกะ ส่วนคอสองด้านพระหัตถ์ขวาเป็นเรื่องพระนางสามาวดี เป็นนิทานชาดกนอกนิบาตอธิบายพระสูตรพระไตรปิฎก สาระของเรื่องกล่าวถึงผลของการครองตนด้วยความไม่ประมาท เป็น เน้นเรื่องกรรมดีกรรมชั่ว

๖. วิหารพระเจ้าศิลา สร้างเมื่อพ.ศ.๑๒๐๐ เศษ โดยพระเจ้ากรุงละโว้ พระราชบิดาของพระนางจามเทวีเพื่อประดิษฐานพระเจ้าศิลาซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงละโว้สมัยนั้น

๗. ปล่องหนังทิพย์ช้าง ซึ่งหนังทิพย์ช้างได้อาศัยปล่องนี้ลอดเข้าไปยิงท้าวมหายศ แม่ทัพพม่า ขณะพักไพร่พลอยู่ในวัดนี้ซึ่งขณะนั้นลำปางเป็นเมืองขึ้นของพม่าในปีพ.ศ.๒๒๗๕

๘. พระอุโบสถ สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.๒๐๑๙ และปฏิสังขรณ์ในสมัยรัตนโกสินทร์พ.ศ.๒๔๖๗

๙. ไม้ขะจาว ในตำนานกล่าวว่า ลัวะอ้ายกอนใช้เป็นไม้คานหาบกระบอกน้ำผึ้ง มะพร้าว มะตูม มาถวายพระพุทธเจ้าแล้วเอาไม้นี้ปักทางปลายลงเลยเกิดเป็นต้นขึ้นมาอายุประมาณ ๒๕๐๐ กว่าปี

๑๐. วิหารต้นแก้ว ถูกปฏิสังขรณ์ใหม่หมด พ.ศ.๒๕๑๐ จนไม่เหลือหลักฐานเก่าแก่ให้เห็นว่าเดินสร้างขึ้นตั้งแต่ครั้งใด

๑๑. กุฏิพระแก้วไม่ปรากฏเวลาผู้สร้างแต่คงมีอายุไม่น้อยกว่า ๔๐๐ ปีเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต

๑๒. ซุ้มพระพุทธบาท สร้างครอบรอยพระพุทธบาท ฐานก่อขึ้น เป็นชั้นคล้ายพระเจดีย์สร้างเมื่อปี ประมาณพ.ศ.๑๙๙๒ เจ้าเมืองหาญแต้ท้องเป็นผู้สร้างภายในซุ้มพระพุทธบาทสามารถมองเห็นเงาพระธาตุ และพระวิหารมุมกลับ

หลังจากถวายกรอบรูปแสดง “พระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญ ที่ประดิษฐานในประเทศไทย” ที่วัดพระธาตุลำปางหลวงแล้ว ก็เดินทางต่อไปยัง วัดพระธาตุม่วงคำ

—————————

วัดพระธาตุม่วงคำ

ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

  • ประดิษฐาน พระเกศาธาตุ ๘ เส้น ไม้กัมประ (ไม้มะม่วง ที่พระพุทธเจ้าสำแดงปาฏิหาริย์ต่ออัญยะดิถีทั้ง ๖ ในเมืองพาราณสี)
  • พระธาตุ “มหาจานุกํง” พระธาตุคางเบื้องซ้าย
  • เป็นที่อันประเสริฐนักเป็นที่ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย สร้างโพธิสมภาร มาจุต๋นจุองค์แล
  • พระพุทธเจ้า เคยมาบำเพ็ญบารมี ๒ ชาติ สมัยเป็นพระโพธิสัตว์ คือ เป็นพญานาคราชา และ เป็นกษัตริย์ชื่อ “พระยาปรัมมะโฆสา”

เมื่อเดินทางมาถึงที่พระธาตุม่วงคำนี้ อุปสรรคเกิดขึ้นแล้วสิ ต้องเกริ่นก่อนว่า ก่อนหน้าที่จะเดินทาง รถเกิดความร้อนแล้วได้ไปเปลี่ยนปั๊มหม้อน้ำอันใหม่เรียบร้อย เช็คทุกอย่างว่า ok แต่หลังจากเหตุการณ์วันนั้น รถขับไปก็มีอาการกระตุก ไอ้เราคิดว่าหัวฉีดคงมีปัญหา พยายามแก้ไขปัญหาก่อน เพราะรู้ดีว่า ต้องขับรถระยะทางไกลหลายพันกิโล ต้องแบกของหนัก และที่สำคัญต้องขึ้นดอยตลอด (ส่วนมากพระบรมสารีริกธาตุมักประดิษฐานอยู่บนดอย) และแล้วอุปสรรคก็มาถึง พอถึงวัดพระธาตุม่วงคำ ก็ขับรถจะขึ้นไปกราบพระเจดีย์ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาชัน พอไปได้สักพัก อ้าวรถไม่มีกำลัง พยายามหลายหนแต่ขึ้นไม่ได้เลย เลยต้องถอยรถลงมา แล้วขับไปตรงที่มีศาลาอยู่ตรงปลายบันไดนาค ทันใดที่ลงมา มองไปที่บันไดนาค ที่จะเดินขึ้นไป แต่ก็ต้องกราบพระธาตุตรงนั้น เพราะบันไดสูงมาก แล้วต้องมีภาระกิจไปถวายกรอบรูป อีกหลายวัดมาก แต่ก็คิดอยู่ในใจว่า รถเราจะไปรอดไหมหนอ เพราะมีอีกหลายดอยรออยู่

ขณะที่เราเดินลงมาจากรถ มองไปไม่มีพระหรือไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลย แต่มีหมาเห่าจำนวนมาก จนกระทั่งหลวงพ่อออกมา (ประวัติวัดนี้มีเกี่ยวกับหมาคำ) หลังจากนั้น ก็ได้ไปถวาย กรอบรูปแสดง “พระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญ ที่ประดิษฐานในประเทศไทย” เรียบร้อยแล้ว และได้ทำบุญกับวัดไว้อีกจำนวนหนึ่ง และหลวงพ่อได้มอบ “ตำนานอันศักดิ์สิทธิ์” ของวัดไว้ให้เล่มหนึ่ง ซึ่งจะทราบประวัติของวัดได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่สมัยพุทธกาล ที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาตรงวัดนี้ และพระพุทธองค์ได้ตรัสถึงอดีตชาติของพระพุทธองค์ไว้อย่างละเอียด

ประวัติมีว่า “เจ้านรนันทไชย” เจ้าผู้ครองนครลำปางเป็นผู้ค้นพบ และได้มีพระเถระผู้ใหญ่ ทางคณะสงฆ์จังหวัดลำปางได้บูรณะปฏิสังขรณ์ปฏิบัติสืบกันเป็นลำดับมา

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ตำนานวัดพระธาตุเจ้าดอยม่วงคำ อันศักดิ์สิทธิ์ คัดลอกมาจากต้นฉบับเดิมเป็นคัมภีร์ใบลานภาษาพื้นเมือง จะขอสรุปโดยสั้นๆ ดังนี้

พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์ เราทั้งหลายจะพากันเสด็จไปสู่ดอยคำเตอะ พระพุทธองค์ พาพระภิกษุ ๑๕๐๐ รูป ไปสู่ดอยคำบัดเดี๋ยวนั้น

พระอานนท์ผู้อุปัฏฐากกปูอาสนะให้พระพุทธเจ้า นั่งริมปากโหมังขุมคำ เมื่อพระพุทธเจ้านั่งอยู่แล้ว ก็เนรมิตในฐานะที่นั้น ให้มีให้มืดมนเป็นเมฆหมอก ๗ วัน ๗ คืนบังเกิดให้ฝนตกลงมาในบ้านในดอย อันเป็นอันหนาว และเย็นนัก

ยักษ์เย็น ผีเข็น พงดงทั้งหลาย เขาก็มีความยินดีเขาก็ยกมือกราบไหว้พระพุทธเจ้า ยามนั้นพระส้ตถา ตนวิเศษ ก็แผ่รัศมีส่องแจ้งทั่วดงดอย พระองค์กระทำสำเนียงเสียงขึ้นถึงพรหมโลก ท้าวจตุโลกทั้ง ๔ อินตา พรหม เทวบุตร เทวดาทั้งหลาย ยักษ์เย็น ผีเข็น กุมภรรณ์ กันทะ ครุฑนาคน้ำ ก็พากันมาสู่ระดับฟังพระธรรมเทศนาแห่งพระศรีสัพพัญญูพระพุทธเจ้า

แล พระพุทธเจ้าก็นำมายังสัจธรรมทั้ง ๔ มาเทศนาให้บริษัททั้งหลาย สดับรับฟัง

หั้นแล ในเมื่อแล้วสัจธรรมทั้ง ๔ แล้ว ดังอั้นบริษัททั้งหลายบางคนก็ได้ถึงโสดา ถึงสถิตากา และอนาคา บางคนก็ถึง อรหันต๋า ตามบุญสมภารแห่งตน อันได้กต๋าธิการมาแต่ก่อน ก็มีอันนั้นแหละ

ภควาอันพระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวอินทราพร้อมท้าวจตุโลกทั้ง ๔ ว่ามหาราชะ ดูรา มหาราช ในฐานะที่ดอยโหม้งขุมคำนี้ เป็นที่อันประเสริฐนักเป็นที่ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย สร้างโพธิสมภาร มาจุต๋นจุองค์แล

ส่วนต๋นกูตถาคต อันมีชื่อว่า “โคตมะ” นี้จะเอาพระเกศามาบรรจุไว้ที่นี้ ๘ เส้น และว่าอั้นแล้วยามนั้นพระมหาอนันทะและพระภิกษุทั้งหลาย ๑๕๐๐ รูปอินตา พรหม ยมราช เทวบุตร เทวดา ท้าวจตุโลกทั้ง ๔ ก็มีใจ๋จมจื่นยินดีมากนักและพากันนำเอาพระเกศา ๘ เส้น ต่อพระหัตถ์แห่งพระพุทธเจ้า

ก็นำมาใส่ผอบคำ อบรมด้วยกันธะ ของหอมต่างๆ แล้วพระยาอินทร์ก็ลงบรรจุไว้ในโหมังขุมคำล้ออันลึกได้ ๕๐ วา นั้นแล้ว

พระยาอินทร์ก็ใช้พระวิษณุกรรมเทวบุตร นำเอา “กิ่งไม้กำประ” คือไม้มะม่วงที่พระพุทธเจ้าสำแดงปาฏิหาริย์อันมีอัญยะติถีทั้ง ๖ ในเมืองพาราณสีมาแล้ว พระยาอินทร์ก็รับกิ่งไม้จากพระวิษณุกรรมเทวบุตร

และพระยาอินทร์ก็ตอกไว้ลงที่ปากโหม้งขุมคำ แล้วดังอั้น พระพุทธเจ้ากล่าวแก่เทวบุตร เทวดาว่า ดูรา มหาราช ตั้งแต่นี้ต่อไปภายหน้า ในฐานะอันนี้ก็ดีจะได้ชื่อว่า “ดอยม่วงคำ” แลตัวตถาคตนิพพานไปแล้วอั้นสาวกแห่งตัวตถาคตจะนำ พระมหาธาตุ “มหาจานุก์” คือ กระดูกคางข้างซ้ายแห่งกูตถาคต มาบรรจุไว้ที่นี่แถม บ่ออั้นแล

นอกจากนี้พระพุทธองค์ยังกล่าวถึงอดีตชาติสมัยที่ท่านบำเพ็ญเป็นพระโพธิสัตว์ มายังสถานที่แห่งนี้ถึง ๒ ชาติ

อานันโต ดูรา อานันทะ ในฐานะที่นี่เป็นที่อันประเสริฐ หาที่อันจักเสมอบ่ได้แล ดูรา อานันทะ กูตถาคตเกิดมาสองชาติ กูตถาคตก็มากระทำฐานะในที่นี้ คือ ดอยม่วงคำเป็นที่อาศัยบำเพ็ญธรรมแล

เรื่องของพระโพธิสัตว์ “พระยาปรัมมะโฆสา” ก็จะอยู่ในเรื่อง หมาคำ ตำนานของวัด ซึ่งอาจจะยาวไปถ้านำมาลงในโพสต์นี้ทั้งหมด

กูตถาคตได้เกิดมาเป็นพญานาค ในการก่อน กูตถาคตมาอาศัยยังฐานะที่นี้ กูตถาคตตายจากการเป็นพระยานาค ได้เกิดเป็น “พระยาปรัมมะโฆสา” ก็ได้มาอาศัยดอยม่วงคำที่นี้สร้างสมภาร

——————————-

วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม

๑๐๖ ถนนพระแก้ว ตำบลเวียงเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

ประดิษฐานพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า, พระธาตุมะแกว (หัวใจ)

และเคยเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกต (องค์ที่ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระธาตุลำปางหลวงปัจจุบัน

เป็นวัดเก่าแก่นับพันปี เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๑๙๗๙ เป็นเวลานานถึง ๓๒ ปี ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดพระธาตุลำปางหลวง

เหตุที่วัดนี้ได้ชื่อว่า “วัดพระแก้วดอนเต้า” มีตำนานกล่าวว่า พระมหาเถระแห่งวัดนี้พบแก้วมรกตในแตงโม (ภาษาเหนือเรียกว่า “หมากเต้า”) และนำมาแกะสลักเป็นพระพุทธรูป และต่อมาได้อัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดพระธาตุลำปางหลวงจนถึงปัจจุบัน

สิ่งสำคัญที่มีอยู่ในวัดนี้ ได้แก่

– องค์พระบรมธาตุดอนเต้า พระเจดีย์องค์ใหญ๋ซึ่งบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า

วิหารพระนอน ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ ที่มีอายุเก่าแก่พอๆ กับวัดนี้

วิหารหลวง ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย

วิหารพระเจ้าทองทิพย์ สร้างโดยพระนางจามเทวี อายุกว่า ๑๐๐๐ ปี เป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าทองทิพย์ ศิลปะสมัยเชียงแสน

มณฑปหรือพญาธาตุ ศิลปะแบบพม่า

วิหารลายคำฝีมือช่างเชียงแสน ภายในมีจิตรกรรมฝาผนัง มีลวดลายทองประดับตามส่วนต่างๆ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเชียงแสน

พิพิธภัณฑสถานแห่งล้านนา อันเป็นแหล่งรวมศิลปวัตถุแบบล้านนา เช่น สัตตภัณฑ์ เครื่องถ้วยกระเบื้อง พระพุทธรูป เป็นต้น

———————–

หลังจากนั้นก็ไปต่อกันที่สุสานไตรลักษณ์ ไปกราบสักการะ หลวงปู่เกษม เขมมโก เมื่อได้สักการะหลวงปู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ขับรถไปต่อกัน คราวนี้ต้องข้ามป่า ไปจังหวัดพะเยากันแล้ว (ในวันเดียวกัน)

ติดตามตอนต่อไป……

https://www.facebook.com/share/p/1AWBP3RYs4

อาจเป็นรูปภาพของ วัด และ อนุสาวรีย์
อาจเป็นรูปภาพของ วัด
อาจเป็นรูปภาพของ วัด
อาจเป็นรูปภาพของ อนุสาวรีย์ และ ข้อความ

อาจเป็นรูปภาพของ วัด และ ข้อความ

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

วันที่สอง ของการเดินทาง (ต่อ… ตอนที่ ๓ ข้ามจากลำปางไปพะเยา) เสาร์ที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

พะเยา

– พระธาตุดอยน้อย (นิ้วก้อย และ พระเกศาธาตุ)

– พระธาตุแจ้โว (กระดูกปลายพระนาสิก และ พระเกศาธาตุ)

– พระธาตุจอมทอง (พระกรเบื้องซ้าย และ พระเกศาธาตุ)

– พระธาตุภูขวาง (ข้อพระกรเบื้องขวา+พระเกศา ๓ เส้น)

เป็นที่ฉันภัตตาหารของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในภัทรกัปป์นี้

—————————————-

หลังจากไปนมัสการหลวงปู่เกษม เขมโก ที่สุสารไตรลักษณ์ ลำปาง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็มุ่งหน้าต่อไปจังหวัดพะเยา ช่วงการเดินทางตรงนี้ ต้องผ่านป่าเขาไประยะหนึ่งเลยทีเดียว

วัดแรกของพะเยา ทีแรกจะเลยไปวัดพระธาตุแจ้โวก่อน แล้วค่อยกลับมาพระธาตุดอยน้อยพะเยา เพราะต้องกลับทางเดิม แต่ตัดสินใจไปที่พระธาตุดอยน้อยก่อน แล้วค่อยไปพระธาตุแจ้โว พอเข้าไปถึงวัด จะเห็นเจดีย์เป็นรูปแปดเหลี่ยม และมีบันไดนาคขึ้นไป ถามคนงานที่กำลังก่อสร้างโบสถ์อยู่ ว่าจะถวายของจะทำอย่างไร เค้าก็ไปตามหลวงพ่อมาให้

เมื่อถวายกรอบรูปแสดง “พระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญ ที่ประดิษฐานในประเทศไทย” พร้อมแผ่นโปสเตอร์แผ่นเล็กเป็นที่เรียบร้่อยแล้ว ก็เห็นว่าตอนนี้กำลังบูรณะโบสถ์ใหม่ จึงได้ทำบุญร่วมบูรณปฏิสังขรณ์โบสถ์นี้ด้วย ก่อนที่จะลาท่านเพื่อไปพระธาตุต่อไป (เพราะบ่ายมากแล้ว ต้องไปอีก ๓ พระธาตุ)

————————————–

วัดพระธาตุดอยน้อย

ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุพระธาตุนิ้วก้อย และ พระเกศาธาตุ

๑๘๗ หมู่ ๑๑ ตำบลจำป่าหวาย อำเภอเมือง จังหวัดพะยา

ประวัติพระธาตุดอยน้อย

ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้า ได้เสด็จไปถึงดอยลูกหนึ่งสูงพอปานกลางมีรูปคล้ายกับหลังเต่า (คือ ดอยน้อย) พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่ตีนดอย ใต้ต้นโพธิ์ ทิศตะวันตกดอย มีสองเฒ่าแก่ผัวเมีย ทำไร่ปลูกเต้าแตงอยู่ทางทิศใต้ของต้นโพธิ์ ครั้นเห็นพระพุทธเจ้า ก็พูดขึ้นว่านั้น เป็นบุคคลใดมานั่งอยู่ที่นั้นจาหนอ คงจะเป็นผู้มีบุญผู้หนึ่งเป็นแน่ ชายเฒ่าผู้เป็นผัวจึงเข้าไปสอบถาม

ดูรา ถ้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านมีชื่อดั่งรือ มานั่งอยู่ที่นี่ พระพุทธเจ้าได้ยินก็ตอบว่า ดูราอุบาสกเรานี่คือพระพุทธเจ้า ครันชายเฒ่าได้ยินจึงไปบอกยายแก่ผู้เป็นเมีย ว่าเราจะเอาอะไรไปถวายท่านแก่พระพุทธเจ้าจะหนอ

ว่าแล้วสองเฒ่าผัวเมียก็พากันเก็บเอาเต้าแตงไปถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ารับเอาไว้แล้วตัดถาม สองเฒ่าแก่ผัวเมียว่า ดูราท่านไปตักน้ำที่ไหนมากิน สองเฒ่าก็ตอบว่า น้ำมีบวกเงือกโน้นไกลมาก มีทิศตะวันตกของดอยนี้ (เดี๋ยวนี้เรียกว่า จำ)

พระพุทธเจ้าจึงใช้ให้พระอานนท์ไปตักเอาน้ำ ครั้นลงไปดูหนองน้ำถึงตรงกลางบวกหนองนั้น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพญานาคซึ่งรักษาอยู่

พญานาคก็โกรธและกล่าวว่ามนุษย์ผู้ใดหนอมาประมาทฉันเช่นนี้ ทีนั้นพระอานนท์ก็ได้ยินก็กล่าวว่าข้านี่เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า เมื่อนั้นพญานาคได้ยิน ก็บอกแม่นาคเป็นตัวเมียว่า เราเอาน้ำไปถวายแก่พระพุทธเจ้า กับพระอานนท์เถิด

นาคตัวเมียก็จะเอาสลุงคำมีรูปแปดเหลี่ยม (ขันน้ำ) ใส่น้ำแล้วไปถวายแก่พระพุทธเจ้า พระองค์ฉันน้ำ จากนั้นพระอานนท์ก็ขอเอาพระเกศาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ายกมือเบื้องขวาขึ้นสู่หัวได้เกศาออกมาเส้นหนึ่ง ส่งให้พระอานนท์พระอานนท์ก็รับแล้วส่งต่อให้พญานาคพญานาคก็เอาสลุงคำรับเอา

หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าจึงถามสองเฒ่าผัวเมียว่า สถานที่นี้มีถ้ำอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง สองเฒ่าแก่ตอบว่า มีม่อนอยู่ทางทิศตะวันออก (หลายดอย) มีปากถ้ำออกตรงดอยน้ำ

พระพุทธเจ้าก็กล่าวกับพระยาอินทร์ว่า จงเอาธาตุเกศาแห่งตถาคตไปไว้ตรงปากน้ำปากถ้ำนั้นเถิด เมื่อนั้นพญาอินทร์ก็เนรมิตปราสาทคำหลังหนึ่งแล้วนิมนต์พระเกศาเจ้าขึ้นสถิตไว้บนปราสาท

พระพุทธเจ้าสั่งพระอรหันต์และพระยาอินทร์ว่า หากตถาคตนิพพานแล้วให้เอา “ธาตุนิ้วก้อย” บรรจุกับ “เกศา” ตถาคตนี้เนอ

ครั้นแล้วก็ตัดกับพระอรหันต์และพระอานนท์ว่า สองเฒ่าผัวเมียอันได้เอาเต้าและแตงมาถวายนั้น ภายหลังจะได้เป็นพระยาเจ้าเมืองที่นี่ จะได้ชื่อว่า “พระยาหน้อย” ตามนิมิตอันเอาแตงหน่วยน้อยมาถวายนั่นแหละ

และภายหลังจักได้มาสร้างพระธาตุเป็นแปดเหลี่ยมตามนิมิตอันพญานาคเอาสลุงคำแปดเหลี่ยมมาถวาย และเอาพระธาตุตถาคตอีกภายหน้าจะได้ชื่อว่าถ้าดอยน้อยตามนิมิตสองเฒ่าเอาแตงหน่วยน้อยมาถวาย ซ้ำจากได้สร้างบันไดนาคจากบนดอยถึงตถาคตดั่งนี้

ด้วยนิมิตแห่งพญานาคสองตัวผัวเมียเอามาถวายเอาน้ำมาถวายแล้วสังพญานาคและพระยาอินทร์ว่าช่วยกันรักษาพระธาตุนี้ให้ดีอย่าให้เป็นอันตรายไปนา

และยังตรัสแก่พระอานนท์อีกว่าภายหน้าจะมีผู้มีบุญบารมีจะมาสร้างพระธาตุนี้อีก

——————————————

วัดพระธาตุแจ้โว

ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ กระดูกปลายพระนาสิก และ พระเกศาธาตุ

ตำบล คือเวียง อำเภอ ดอกคำใต้ พะเยา

เมื่อขับรถขึ้นดอยเพื่อไปสักการะพระธาตุแจ้โว ในใจยังกังวลเรื่องรถว่าจะไปไหวไหม เพราะมีอาการกระตุก รวมทั้งบรรทุกของหนักแล้วต้องขึ้นดอยอีก แต่ก็ลองขับขึ้นไป ก็ยังพอขึ้นได้อยู่

พอขึ้นไปด้านบน ก็ไม่พบใครเลย สักพักมองไปก็เห็นมีสองคนขับรถมา พี่ผู้ชายก็เดินไปสำรวจและถ่ายภาพ และพี่คนผู้หญิงก็เดินอยู่ตรงรถเขา เลยเดินเข้าไปถามว่า พระอยู่ที่ไหนจะเอาของมาถวาย เค้าบอกว่า ไม่ทราบเหมือนกัน เขาก็ขึ้นมานมัสการพระธาตุเหมือนกัน

เราเลยเข้าไปหยิบแผ่นโปสเตอร์ บอกว่าจะถวายภาพนี้แต่ใส่กรอบอันใหญ่ แล้วก็เอาภาพโปสเตอร์ ภาพแสดง “พระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญ ที่ประดิษฐานในประเทศไทย” ให้เค้า

เค้าถามว่า ตามรอยในภาพนี้มาเหมือนกันเหร๋อ? ก็เลยตอบเค้าว่า ไม่ได้ตามหรอกค่ะ ภาพนี้ทำเองเลย ออกแบบเอง รวบรวมเอง ทำเองหมดทุกอย่าง เค้าก็ดีใจบอกว่า อ้าวเจอคนทำภาพนี้แล้ว เค้าบอกว่า อนุโมทนาเลย เพราะเค้าตามภาพนี้มา แล้วเดินทางไปกับพี่คนผู้ชายไปนมัสการมา

สักพักเค้าเรียกพี่ผู้ชายมา บอกว่า มาดูสิว่าคนนี้เค้าเป็นคนทำภาพนี้ขึ้นมา เค้าเลยบอกว่า พวกเราตามรอยภาพนี้ไป ตอนนี้ไปได้ ๘๐% แล้วได้มั้ง พวกเรามาจากเชียงใหม่ แล้วลงมาเรื่อยๆ ถึงพะเยาแล้ว (ซึ่งสวนทางกับเรา เราขึ้นจากลำปางไปพะเยาแล้วจะต่อไปเชียงราย)

เราบอกเค้าไปว่า ดีใจจัง บอกตรงๆ ว่าเมื่อกี้ก่อนขึ้นมาดอยนี้ รู้สึกท้อเหมือนกัน รู้สึกว่า ไม่รู้ที่เราทุ่มเทขนาดนี้ จะมีประโยชน์บ้างไหม? เค้าบอกว่า มีแน่นอน มีมากด้วย มีคนไปตามรอยแบบนี้หลายคน ขออนุโมทนาอีก ตอนนั้นไอ้เราใจฟู มีกำลังใจขึ้นมาทันที แล้วเอาภาพโปสเตอร์ให้เค้าไป ถามเค้าว่า เอาไปเผื่อใครอีกไหม? เผื่อเพื่อนหรือคนอื่นๆ เค้าบอกว่า เอออย่างนั้นขอเอาไปเผื่อเพื่อนๆ ด้วย เพราะมีคนตามรอยแบบนี้อยู่เหมือนกันหลายคน บอกว่าให้เราทำไปเถอะมีผลมากจริงๆ

เลยถามเค้าว่า แล้วตอนแรกไปเอาภาพนี้มาจากไหนหล่ะคะ? พี่คนผู้ชายตอบว่า ตอนนั้นไปไหว้พระ “วัดบรมธาตุทุ่งยั้ง” ที่อุตรดิตถ์ แล้วเห็นกรอบรูปใหญ่ที่ไว้ที่วัดแล้วถ่ายภาพมา แล้วเดินทางตามรอยไปสักการะตามภาพนี้ ขนาดภาพที่ถ่ายมาไม่ชัดนะ

หลังจากนั้น พอพวกเราเห็นพระ ก็เดินไปเพิ้อถวายกรอบรูปแสดง “พระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญ ที่ประดิษฐานในประเทศไทย” แล้วเล่าให้ท่านฟังว่า คุณพี่สองท่านนี้ก็เดินทางตามรอยมา เราทำตรงนี้เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ทราบว่า ประเทศไทยเรามีพระบรมสารีริกธาตุมากที่สุดในโลก และมีเกือบทุกส่วนของพระพุทธองค์ เมื่อผู้คนได้ทราบ ก็จะทำให้มีศรัทธาและเดินทางมาสักการะพระบรมสารีริกธาตุกันต่อไป

หลังจากนั้นก็ได้สนทนากับพระได้สักพักบอกท่านว่านี่ก็เย็นแล้ว จะต้องไปพระธาตุภูขวาง ซึ่งอยู่ไกลจากที่นั่นพอสมควร ไปถึงจะมืด เกรงว่าวัดจะปิดเสียก่อน หลวงพ่อท่านก็บอกว่า จะให้ท่านแจ้งท่านเจ้าอาวาสวัดพระธาตุภูขวางไว้ไหม ว่าจะมีโยมไปทำบุญ เลยบอกท่านว่า ดีเลยค่ะ ท่านก็แจ้งให้ท่านเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยภูขวางทราบ

แต่ก่อนจะขับรถไปภูขวาง ในลีสจะต้องผ่าน “พระธาตุจอมทอง” ที่พะเยาก่อน เลยไปแวะสักการะพระธาตุจอมทอง ก่อนที่จะไปพระธาตุภูขวาง ซึ่งพระธาตุดอยน้อย พระธาตุแจ้โว พระธาตุจอมทอง พระธาตุภูขวาง อยู่ในกลุ่มเดียวกัน (มีบางพระธาตุที่อยู่ไกลออกไปแล้วเวลาไม่พอเลยไม่ได้ไปสักการะ)

เมื่อถึงพระธาตุจอมทอง พะเยา ก็เห็นทางวัดกำลังจัดเตรียมงาน (มาฆบูชา) อย่างสวยงาม ประดับประดาไฟสวยงามมาก ราวกับอยู่บนสวรรค์ มีนางรำกำลังซ้อมรำอย่างสวยงาม เพื่อรำถวายบูชาพระธาตุ ในวันมาฆบูชา และเราก็ได้เอากรอบรูป แสดง “พระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญ ที่ประดิษฐานในประเทศไทย” ไปถวายไว้ที่วัดพระธาตุจอมทองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ได้เห็นกรอบรูปอันเล็กที่เคยส่งทางไปรษณีย์ เห็นทางวัดบูชาไว้อยู่

หลังจากนั้น ไปเดินดูวิวจากดอยตรงสกายวอล์ค แล้วรีบขับรถไปพระธาตุภูขวางต่อไปอย่างเร่งรีบ เพราะเริ่มจะพลบค่ำแล้ว

———————

ประวัติพระธาตุแจ้โว+พระธาตุจอมทอง

ตำนานพระธาตุแช่โหว้และพญาลิ้นก่าน

คัดลอกจาก “หนังสือที่ระลึกเนื่องในโอกาส งานฉลองอายุวัฒนมงคลครบ ๑๐๐ ปี พระราชมงคลวิสุทธิ์ พระมหาเถระ ๕ แผ่นดิน”

ตำนานพระธาตุจอมทอง พะเยา

ตำนานได้กล่าวย้อนไปยังสมัยพุทธกาล ครั้งเมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จเผยแผ่พระสัทธรรม แก่ชาวโลก ครั้นเสด็จมาถึงเมืองพะเยาได้แบ่งเส้นเกศาธาตุ (เส้นผม) ไว้ที่ดอยจอมทอง เสร็จแล้วก็ฉันภัตตาหารเช้า ณ ที่บนดอยจอมทองแห่งนี้เมื่อฉันเสร็จพระองค์ยังไม่ได้ฉันน้ำ จึงใช้ให้พระอานนท์ลงไปตักน้ำที่ตีนดอย เรียกกันว่า หนองเอี้ยง (กว๊านพะเยา) ฝ่ายพญานาคเจ้าของหนองเอี้ยง ชื่อว่าธุมมสิกขี ไม่ยอมให้น้ำแก่ พระอานนท์ โดยใช้หงอนพ่นควันปิดหนองน้ำไว้

ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงลงจากดอยจอมทองไปที่หนองเอี้ยง เมื่อไปถึงก็ได้แสดงอภินิหารเนรมิต พระวรกายสูง ๓๒ ศอก แล้วแสดงอิทธิฤทธิ์สั่งสอนพญานาค เมื่อพระองค์ได้ฉันน้ำแล้ว ก็ได้ทำนายหนองเอี้ยงไว้ว่าในภายภาคหน้าจะมีตายายสองผัวเมียมาสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่(พระเจ้าตนหลวง) ไว้ใกล้กับหนองเอี้ยงแห่งนี้

——————————–

ต่อจากนั้นก็เสด็จไปที่วัดป่าแดงหลวงและวัดบุญนาคซึ่งอยู่เหนือเวียงพะเยา จากนั้นก็เสด็จไปที่วัดลีเจดีย์หลวงกลางเวียงพะเยา พระองค์ได้แบ่งเกศาธาตุไว้ในพระธาตุเจดีย์ที่วัดเหล่านี้ ตามลำดับ เสร็จแล้วได้เสด็จไปทางทิศตะวันออก เฉียงใต้ของเมืองพะเยา จนไปถึงตีนดอยบ้านป่าสัก (บ้านปาง) ขณะหยุดพักอยู่ที่นี่ก็มอง ไปในอนาคต แล้วก็รำพึงอยู่ในใจว่า

“ต่อไปในภายภาคหน้าเมื่อพระตถาคต ได้ปรินิพพานไปแล้ว บริเวณในที่แห่งนี้จะเกิดเป็นบ้านเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองขึ้นมา”คิดดังนั้นแล้วพระพุทธเจ้าก็เสด็จขึ้นไปสู่บนยอดดอยบ้านป่าสักแห่งนั้น ต่อจากนั้นก็ได้ทอด พระเนตรดูโลกทั้งมวลและได้ทอดพระเนตรไปยัง ทิศน้อยใหญ่โดยรอบ ก็ได้แลเห็นเป็นบ้านเมืองกว้างใหญ่เจริญรุ่งเรืองอยู่เบื้องล่าง ล้อมรอบด้วยดอย๘ ลูก ต่อเนื่องกันตามลำดับ คือ ดอยป่าสักแห่งนี้

ดอยน้อย

ดอยจอมทอง

ดอยหยุก (จุก)

ดอยปูขวาง

ดอยจอมไคร้

ดอยจอมแจ้งจำไก่

และดอยถ้ำ

ในขณะที่พระพุทธเจ้ากำลังทอดพระเนตรอยู่นั้น ก็เกิดแผ่นดินสั่นไหวขึ้น มีเสียงดังก้องสนั่นเป็นอย่างมาก และพร้อมกันนั้นพระวรกายของพระพุทธเจ้าก็เปล่งฉัพพรรณรังสี คือสีมงคล ๖ สี ได้แก่ สีขาว สีน้ำเงิน สีเหลือง สีแดง สีส้ม และสีหม่น (สีทั้ง ๕ รวมกัน มีวรรณะเหมือนดั่งแก้ววิฑูรย์น้ำค้าง) เกิดความสว่างไสวไปทั่วบนดอยและป่าไม้ แสงตกกระทบกับต้นไม้และใบไม้สะท้อนเป็นสีเหลืองเหมือนดั่งทองคำ

นิมิตอัศจรรย์เช่นนี้ บอกให้ทราบว่าพุทธศาสนาและพระมหาเจดีย์ธาตุจะมาเจริญรุ่งเรืองอยู่ในที่แห่งนี้ ตลอด ๕ พันปี

ขณะนั้นสองเฒ่าผัวเมีย ซึ่งได้มาทำไร่ทำสวนอยู่ที่บริเวณตีนดอยบ้านป่าสักแห่งนี้ ก็มองเห็นแสงสว่างอันเจิดจ้าไปทั่วบนดอย ฝ่ายเมียเห็นก่อน จึงร้องบอกต่อผู้เป็นผัวว่า

“พ่อเฒ่าเหย สูจงรีบขึ้นไปดูยังบนดอยว่าเป็นอะไร ทำไมจึงมีแสงสว่างอยู่บนดอยมากนัก สว่างจนเห็นไปถึงชั้นฟ้าชั้นพรหม แต่ก่อนไม่พบเคยเห็นสักครั้งเดียว”

เมื่อนั้นชายเฒ่าผู้เป็นผัวก็รีบวิ่งขึ้นไปดูที่บนดอย เห็นเป็นบุคคลกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีผิวพรรณงามสง่าเหมือนกับเทวดา (พระพุทธเจ้าอยู่พร้อมกับพระอานนท์ พระอินทร์ และพระเจ้าอโศก) จึงเข้าไปน้อมตัวลงกราบไหว้แล้ว ถามขึ้นว่า

“ท่านผู้เจริญ ท่านมีชื่อเสียงเรียงนามใดท่านเป็นพระยาอินทร์ พญาพรหม หรือว่าเป็นเทวดาบุตรเทวดาองค์ใด”

พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงมหากรุณา ตอบว่า

“ดูก่อนอุบาสก เรานี้ชื่อว่าพระพุทธเจ้า ผู้เป็นที่ตั้งและเป็นที่พึ่งแก่โลกทั้ง ๓”

ต่อจากนั้น พระพุทธองค์ก็ได้เทศนาสั่งสอนธรรมะให้กับชายเฒ่าผู้ผัว ให้ได้รู้รักษาศีล ให้ทาน บำเพ็ญบุญ เมื่อเทศนาจบลงแล้วชายเฒ่าก็ น้อมตัวลงกราบไหว้พระพุทธเจ้า แล้วก็กลับลงดอยไป พอถึงไร่สวนของตน ก็บอกให้หญิงเฒ่าผู้เป็นเมียฟังว่าเป็นสัพพัญญูพระพุทธเจ้าและได้เล่าเรื่องให้ผู้เป็นเมียฟังทั้งหมด ฝ่ายชายแก่ผู้เป็นผัวจึงกล่าวขึ้นว่า

“เราทั้งสองจะเอาอะไรไปถวายเป็นทานแก่ พระพุทธเจ้ากันดี” หญิงแก่ผู้เป็นเมียก็ตอบว่า

“เราเอาน้ำผึ้งกับลูกสมอไปถวายกันเถอะ”

วันต่อมาสองเฒ่าผัวเมียก็นำเอาน้ำผึ้งและลูกสมอขึ้นดอยไปถวายทานแก่พระพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้า ก็ได้รับเอาของทานของเขาทั้งสอง ต่อจากนั้นพระพุทธเจ้าก็ได้เล็งเห็นว่าสถานที่แห่งนี้ในภายภาคหน้า เมื่อพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองขึ้นแล้ว คนทั้งหลายก็จะพากันเข้ามาสร้างบ้านเรือนอยู่รอบ ๆ บริเวณตีนดอยแห่งนี้เป็นจำนวนมาก ต่างก็จะมาทำไร่ ทำสวนและทำนาอยู่ทุกหนทุกแห่ง

เมื่อใดพระองค์ได้ปรินิพพานไปแล้ว กระดูกปลายจมูกของพระองค์ก็จะได้มาบรรจุไว้อยู่ที่นี่และจะมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก คนและเทวดาทั้งหลายต่างก็จะได้มารักษาศีล ให้ทาน เมตตาภาวนา บำเพ็ญบุญกุศล ในสถานที่แห่งนี้ ก็จะได้ถึงมรรค ผลธรรมอันวิเศษ เป็นอย่างมาก ครั้นเมื่อพุทธศาสนาร่วงโรยพ้นศตวรรษที่ ๓ ไปแล้ว พุทธศาสนาก็จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองไม่ขาดสายจนสิ้นสุดลง เมื่อถึง ๕๐๐๐ ปี

เมื่อพระพุทธเจ้าได้รำลึกนึกดูเช่นนี้เสร็จแล้วพระอานนท์จึงทูลขอเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงใช้มือขวาขึ้นลูบศีรษะ ของพระองค์ ได้เส้นเกศาติดมือออกมา ๒ เส้นยาว ๘ นิ้วมือขวา แล้วก็ยื่นให้พระอานนท์และพระอินทร์ ส่วนพระเจ้าอโศกก็ได้คว้าเอากระบอกไม้ไผ่รวกขนาดยาว ๓ กำมือ ได้เนรมิตทำเป็นผอบทองคำใส่เกศาของพระพุทธเจ้าเอาไว้

ต่อจากนั้นพระพุทธเจ้าได้เอ่ยถามสองเฒ่าผัวเมียว่า

“บนดอยแห่งนี้มีถ้ำอยู่หรือไม่” สองเฒ่าจึงกล่าวตอบว่า

“มีพระเจ้าข้า มีถ้ำอยู่กลางดอยที่นี่ ข้าเห็นปล่องมันที่กลางดอยและที่ริมปากปล่องถ้ำนั้น ยังมีกอไผ่รวกกอหนึ่ง ใบมันหล่นปลิวตกลงถม ปากปล่องถ้ำเอาไว้”

ทราบดังนั้นแล้ว พระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า

“พระอินทร์ ท่านจงเอาเกศาธาตุแห่ง ตถาคตไปไว้ที่กลางถ้ำนั้นเถอะ” เมื่อนั้นพระอินทร์จึงเนรมิตปราสาททองคำขึ้นหลังหนึ่งประดับประดาอย่างวิจิตรพิศดารด้วยแก้วอันมีวรรณะ ๗ สี มีรัศมีรุ่งเรืองสวยงามเป็น อย่างมาก และได้นำเอาผอบทองคำที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าเข้าสถิตไว้ในกลางปราสาททองคำหลังนั้น ต่อจากนั้นได้นำปราสาทไปวางไว้ในพื้นถ้ำซึ่งลึกถึง ๑๐๐ วา พร้อมกับใส่ข้าวของต่าง ๆ ๓ ล้าน ๓ แสนอัน ลงไปด้วย แล้วพระอินทร์ได้ลงยันต์ไว้โดยรอบทั้ง ๘ ด้าน เพื่อไม่ให้เป็นที่รบกวนแก่พระธาตุเจ้า แล้วก็ปิดด้วยแผ่นหิน ๑๒ ชั้น ก่อทับด้วยดินและอิฐอีก ๕๒ ชั้นต่อจากนั้นได้ก่อเจดีย์ครอบทับไว้ด้านบน สูง ๓ ศอก

เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วพระพุทธเจ้า จึงสั่งพระอานนท์ พระอินทร์ และพระเจ้าอโศกว่า

“เมื่อใดที่ตถาคตปรินิพพานไปแล้ว ขอให้ท่านได้เอากระดูกยอดจมูกของตถาคต มาบรรจุถนนหนทางขึ้นไปยังพระธาตุเจดีย์เจ้าแห่งนี้ก็ดี ก็จะเกิดอานิสงส์ผลบุญแก่ผู้นั้นมากมายจนนับไม่ถ้วน”

“ดูก่อนพระอานนท์ อันว่าบุคคลใดมีบุญกุศล ก็จะได้มาช่วยกันสร้างวัดแห่งนี้ บุคคลใดไม่มีบุญหาบุญไม่ได้ก็จะไม่ได้มาสร้าง ไม่ได้มาไหว้สักการะ บูชาพระธาตุเจดีย์เจ้าที่นี่”

“ดูก่อนพระอานนท์ ไม่ว่าจะเป็นคนทั้งหลาย เป็นคฤหัสถ์และนักบวช ที่ได้มาร่วมกันสร้างวัดก็ดี ได้มาเยี่ยมชมกราบไหว้ก็ดี ได้มาให้ทานก็ดี ได้มาสักการะบูชาด้วยจุดประทีปดวงหนึ่งก็ดี ด้วยดอกไม้ดอกหนึ่งก็ดี ด้วยเทียนเล่มหนึ่งก็ดี ด้วยข้าวก้อนหนึ่งก็ดี ได้ยกมือขึ้นไหว้ด้วยมือ สิบนิ้วก็ดี ก็เสมอดั่งได้ไหว้บูชาให้ทานกับตัวองค์ ตถาคตเช่นกัน”

“ดูก่อนพระอานนท์ ไม่ว่าจะเป็นคนทั้งหลาย เป็นคฤหัสถ์และนักบวชคนใดองค์ใด มีเจตนา ศรัทธาอุตสาหะบันทึกเขียนธรรมตำนานนี้ไว้ไม่ว่าจะเอาไว้กราบไหว้บูชา ไม่ว่าจะให้เป็นทานเผยแผ่แก่คนทั้งหลายเพื่อไว้ค้ำชูพระศาสนานับเป็นธรรมทาน ก็จักได้เสวยผลบุญมากนัก จะได้ถึงความสุข ๓ ประการ คือความสุขในเมืองมนุษย์ ความสุขบนสวรรค์ และความสุขแห่งนิพพานเป็นที่สุด หมดสิ้นจากบาปและวิบาก กรรมเวรทั้งมวล”

ต่อจากนั้นพระพุทธเจ้าได้กล่าวกับสองเฒ่าผัวเมียว่า

“ขอให้ท่านทั้งสอง ได้อุปฐากรักษาและกราบ ไหว้บูชายังเกศาธาตุแห่งพระตถาคตที่นี่ต่อไป ภายหน้า จนหมดอายุไขของท่านทั้งสองเถอะ”

พระองค์ได้กล่าวต่อไปว่า

“หากแม้นว่าเมื่อไปเข้าไร่ ไถสวน ทำนา ปลูกข้าว น้ำฟ้าสายฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลดินไม่ดี พืชผลเหี่ยวแห้งไม่งอกงาม เมื่อถึง เศกาลปีใหม่ ในวันพญาวัน ให้นำข้าวตอกดอกไม้ ธูปเทียน และน้ำอบน้ำหอมไปสรงน้ำ พระธาตุเจ้า แล้วตั้งจิตอธิษฐานขอน้ำฟ้าสายฝนและขอให้ดินอุดมสมบูรณ์พืชผลเจริญงอกงามกับพระธาตุเจ้าทุก ๆ ปี ก็จะสมดังคำปรารถนาทุกประการ”

ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าได้กล่าวแก่สองเฒ่าผัวเมียเสร็จแล้ว ก็พาพระอานนท์ พระอินทร์ และพระเจ้าอโศกเสด็จไปยังดอยถ้ำ ทางทิศตะวันออกในวันนั้นเองสุดท้ายนี้ตำนานพระธาตุแช่โหว้ ดอยเวียงห้าว บ้านป่าสัก เมืองพะเยา ก็ได้จบลงเรียบร้อยแต่เพียงเท่านี้แล

———————————–

พระธาตุภูขวาง

ประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุข้อพระกรเบื้องขวา+พระเกศา ๓ เส้น

เป็นสถานที่ฉันอาหารของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในภัทรกัปป์นี้

บ้านสันป่าสัก ต.แม่นาเรือ อ.เมือง จ.พะเยา

หลังจากที่ไปสักการะพระธาตุจอมทองที่พะเยาเรียบร้อยแล้ว ก็เปิด gps ต่อไปเพื่อไปยังพระธาตุภูขวาง ซึ่งหลวงพ่อที่วัดพระธาตุแจ้โวท่านได้แจ้งทางวัดพระธาตุภูขวางไว้เรียบร้อยแล้ว ว่าจะมีญาติโยมขึ้นไปทำบุญ

ทางที่ไปจากพระธาตุจอมทอง ก็มืดและเป็นเขา แต่ก็ค่อยๆ ขับไป จนกระทั่งถึงวัด ก็มีเณรออกมารับ บอกว่า ได้พระคุณเจ้าวัดพระธาตุแจ้โวได้เรียนหลวงพ่อไว้แล้ว แล้วจึงได้เอากรอบรูป แสดง “พระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญ ที่ประดิษฐานในประเทศไทย” ถวายไว้ที่วัด พร้อมทั้งได้ทำบุญกับที่วัดไปด้วยในวันนั้น

หลังจากนั้นก็ได้ไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุตรงเจดีย์ ซึ่งหลวงพ่อได้เมตตาเปิดไฟให้สวยงาม ก่อนกลับก็มีการสนทนากับพระเณรที่นั่น สักพัก ท่านก็บอกว่า พระธาตุตรงนี้ประดิษฐาน “ข้อพระกรเบื้องขวา และ พระเกศา ๓ เส้น”

วัดนี้มีประวัติอันยาวนาน พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในภัทรกัปป์นี้ จะมาฉันภัตตาหาร ณ ที่ดอยนี้ เป็นประเพณี

หลังจากนั้นได้กราบลาท่านกลับ และเดินทางไปที่พักที่ใกล้กับพระธาตุดอยหยวก ซึ่งเป็นระยะทางหลายสิบกิโล มืดก็มือ ทางก็ทำอยู่ตลอดทาง ต้องขับด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก แต่ยังดีเป็นทางราบเป็นส่วนใหญ๋ เพราะรถก็ยังอยู่ในสภาพไม่ปกติ แถมยังหนักอีก พรุ่งนี้แหล่ะของจริง จะไปขึ้นหลายดอย

ในวันถัดไปก็จะไปพระธาตุต่างๆ ในจังหวัดพะเยาจนครบที่กำหนดไว้ และจะต่อด้วยพระธาตุในจังหวัดเชียงราย

————————-

ประวัติพระธาตุภูขวาง

คัดลอกบางส่วนมาจาก https://exclusive.postjung.com/1555298

ตำนานวัดพระธาตุภูขวาง ตามตำนานเล่าว่า ปางเมื่อพระพุทธเจ้าตน ประเสริฐแก่คนและเทวดาทั้งหลาย แก่ผู้จักรเสมอได้ในโลกอันนี้ พระก็เสด็จ ได้ถึงดอยภูขวาง ไปสถิตอยู่ใต้ต้นรัง อันมีบนดอยภูขวาง พระพุทธเจ้า ก็เป่งออกยังสัพพรรณรัศมี ๖ ประการคือ ขาว เขียว เหลือง หม่น สวีมีวรรณ เป็นดั่งแก้ววิทูรน้ำคลั่ง

เมื่อนั้น ชาวบ้านทั้งหลาย เห็นพระพุทธเจ้ามีสัพพรรณรัศมี ๖ ประการ สว่างทั่วบนดอยทั้งมวลรุ่งเรืองงามมาก ก็บังเกิดมีใจศรัทธามากแล้ว แก่บ้าน (หรือผู้ใหญ่บ้าน) ผู้นั้น ก็บอกกล่าวแก่ภริยากับลูก และชาวบ้านทั้งหลาย ให้จัดเตรียมข้าวน้ำ โภชนาอาหารทั้งมวล แล้วก็ใส่บาตรเป็นทานแก่พระพุทธเจ้า และอรหันต์เจ้าทุกรูป แล้วพระพุทธเจ้า ก็รับเอาไทยทานแห่งทายกทั้งหลาย แล้วพระพุทธเจ้า ก็ฉันข้าวบนดอยที่นั้น

เมื่อพระพุทธเกระ ทำภัตตากิจ ฉันข้าวเสร็จแล้ว ก็เทศนาภัตตาอนุโมทนา แสดงทานะกถาศีล กถา แก่ทายกทั้งหลายหมู่นั้นแล้ว พระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า สถานที่นี้ดีนัก ควรตั้งศาสนาแห่งหนึ่ง เมื่อนั้นพระอานนท์จึงขอธาตุ ซึ่งพระพุทธเจ้า พระก็ยกทักขิณาหัฐเบื้องขวาขึ้นรูปพระเศียร ได้เกษาสามเส้น

– แล้วก็เอายื่นให้พระอานนท์

– แล้วเอายื่นให้เจ้าโสนะเถระ

– แล้วเอายื่นให้เจ้าอุตตะระเถระ

– แล้วเอายื่นให้เจ้าระตะนะเถระ

– แล้วยื่นให้พญาอโสก

– แล้วเอาใส่โกฐิไม้

– แล้วจึงเอายื่นให้พญาอินทร์ รับเอาแล้ว จึงเอาใส่โกฐิแก้วทั้งหมด

แล้วพระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า ให้เอาเกสาธาตุแห่งพระตถาคต เข้าบรรจุในท้องถ้ำแห่งหนึ่ง เมื่อนั้นพญาอินทร์ ก็ประดับประดาในท้องถ้ำที่นั้น ให้รุ่งเรืองงาม ด้วยแผ่นแก้ว แผ่นเงิน แผ่นคำ เต็มทุกที่ทุกแห่ง แล้วเนรมิตปราสาทคำ สูงได้ ๔ วา แล้วต่างยอดฉัตร แล้วก่อรอบไว้ด้วยเครื่องบูชา ๕ ประการทั้ง ๔ ด้าน แล้วเนรมิตเสษฏฉัตรคำ ตั้งรอบไว้ ๒ ด้าน แล้วเนรมิตปางประทีปคำใหญ่ สามศอก ๓ ช่อ จุดบูชาตั้งไว้ ๒ ด้าน สว่างทั่วท้องอุโมงค์ถ้ำ

แล้วนิมนต์เอาโกฐิพระธาตุเจ้า เข้าสถิตย์ตั้งไว้ ในท่ามกลาง ปราสาทคำ แล้วปิดทับด้วยก้อนหิน แล้วหล่อด้วยทราย แล้วปิดทับด้วยก้อนผาหลวง แล้วก่อเจดีย์หมายไว้ สูง ๖ ศอก แล้วเมื่อนั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เมื่อใดพระคถาคตเจ้า ปรินิพพานไปแล้ว ให้เอาพระธาตุข้อมือขวา มาบรรจุไว้กับพระธาตุเกสาที่นี่ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนพระอานนท์ พระธาตุที่นี่จะได้ชื่อว่า “พระธาตุเจ้าภูขวาง” เหตุว่าดอยลูกนี้ ยาวไปทางทิศตะวันตก ตะวันออก แล้วยังยาวไปทิศเหนือ ภายภาคหน้า คนทั้งหลายจะใส่ชื่อตามดอยลูกนี้ว่า “ พระธาตุเจ้าภูขวาง” แก่บ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน) ผู้นั้น จะได้มาเกิดเป็นพญาเจ้าเมืองที่นี่ มีนามชื่อว่า พญาศรีจอมธรรม จะได้มาสร้างพระเจดีย์ตนธรณี กว้าง ๕ วา สูง ๑๔ วา แล้วสร้างวิหารกำแพงให้รุ่งเรืองงามมาก

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูกรพระอานนท์ พระธาตุที่นี่วิเศษนัก บุคคลไม่มีบุญ หาบุญไม่ได้นั้น ก็ไม่ได้มากราบไหว้บูชา ไม่ได้มาสร้างสถานที่นี่ และเว้นไว้แต่ผู้มีบุญอย่างเดียว

ดูราอานนท์ ผู้ใดก็ดี ท้าวพญา มหากษัตริย์ และครั้นเศรษฐี พราหมณ์นะกะคะหะบดี คฤหัสถ์และนักบวช หญิง – ชาย ผู้ใดได้มาสร้างพระเจดีย์เจ้า ได้มาสร้างวิหาร ได้มาสร้างศาลา ได้มาสร้างกำแพงก็ดี บุคคลผู้นั้น แม้นจักปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าก็ดี แม้นจักปรารถนาเป็นอรหันตา อรหันตี ภิกขุณี สาวะถีก็ดี แม้นจักปรารถนาเอาลูกเมียที่ประเสริฐ แม้นจักปรารถนาเอาข้าวของเงินคำ สมบัติอันใด ก็จักได้ตั้งใจปรารถนาทุกประการ ถ้าตาย ก็จักได้ไปเกิดชั้นฟ้าดุสิตวิมาน ค่าสูงได้ร้อยโยชน์ มีนางฟ้าได้แสนโกฎิเป็นบริวาร

ถ้าตายจากเมืองฟ้าที่นั้นแล้วจักได้ลงมาเกิดร่วมพระอริยะเมตไตยเจ้า ไม่พลาดทุกกรประการหนึ่ง แม้นโสมณพราหมณ์ และเจ้านาย ท้าวพญาประชาราษฏร์ คนผู้ใดก็ดี ได้มากล่าวแผ่เมตตาภาวนา ในสถานที่นี่ ก็จักได้ถึงธรรมวิเศษ เป็นต้นว่า สิถิทาคา ถ้าตาย ก็จักได้ไปเกิดในชั้นฟ้า ชื่อว่า ดุสิตา มีวิมานคำสูงได้ ๖๐ โยชน์ มีนางฟ้าได้ครั้งหนึ่งเป็นบริวาร ไม่เท่านั้น แม้นบุคคลหญิง – ชาย คฤหัสถ์ นักบวช ผู้ใดมีเจตนาศรัทธา และได้มากวาดเก็บใบไม้หญ้า เศษขยะ เสร็จแล้ว และขนทราย มาใส่ลานพระเจดีย์ธาตุเจ้า ในวัดศาสนาสถานที่นี่ ให้ราบเสมองาม

ดังนั้น ถ้าตาย ก็จักได้ไปเกิดชั้นฟ้าชื่อ ย่ามา มีวิมานคำสูงได้ ๔ โยชน์ มีนางฟ้าได้ ๓ หมื่นเป็นบริวาร

สถานที่นี่วิเศษนัก แม้นพระพุทธเจ้ากะถุสันท์ พระนากะมะนะกัสสะปะ ก็มาฉันข้าวในที่นี้ทุกองค์ เมื่อนั้นพระพุทธเจ้าเทศน์เสร็จแล้ว ก็หันพระพักตร์ไปสู่หนอีสาน แล้วก็เสด็จไปจอมไคร้ ที่มีในทิศตะวันออกฉียงเหนือ แล้วพระพุทธเจ้าก็ปรินิพพานไปแล้วหลังพระศรีจอมธรรม ได้มาเป็นเจ้าเมืองพะยาวที่นี่ ยังมีมหาเถรตนหนึ่ง เดินทางมาจากเมืองปาตะริบุตร มาอธิษฐาน นิมนต์เอาพระธาตุข้อมือขวาแห่งพระพุทธเจ้า ใส่โกฐแล้วมรกต แล้วก็ไปเมตตาพญาศรีจอมธรรม อันเป็นเจ้าเมืองพะยาว ตามประวัติที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสสั่งไว้ว่า ให้เอาพระธาตุข้อมือขวา มาบรรจุไว้กับพระธาตุเกสา ที่ดอยภูขวางเมืองพะยาว

https://www.facebook.com/share/p/1CFsCA3ksp

อาจเป็นรูปภาพของ วัด และ ข้อความพูดว่า "วัดพระธาตุดอยน้อย ပင်ကဓဒ္၅င] 187ม.11 18 ม.11 ต.จำป่าหวาย อ.เมือง 187ม.11ค.จำปน้าพวายอ.เมืองจ จ.พะเรรี่ย จ.นะ จ.นะเอ"
อาจเป็นรูปภาพของ วัด

อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความ

อาจเป็นรูปภาพของ วัด
อาจเป็นรูปภาพของ วัด
อาจเป็นรูปภาพของ กำลังอ่านหนังสือเตรียมสอบ, แผนที่ และ ข้อความ
อาจเป็นรูปภาพของ วัด และ ข้อความ
อาจเป็นรูปภาพของ วัด

อาจเป็นรูปภาพของ วัด และ ข้อความ

อาจเป็นรูปภาพของ วัด
โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

วันที่สาม ของการเดินทาง ตอนที่ 3/1 (ยังอยู่ในพะเยา ข้ามไปเชียงราย) อาทิตย์ที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๙

—————————————–

พะเยา

– พระธาตุดอยหยวก (ดอยภูเติม) กระดูกขอบพระเนตรเบื้องขวา+พระเกศาธาตุ

– พระธาตุขิงแกง พระบาทเบื้องขวา+พระเกศาธาตุ

– พระธาตุสบแวน กระดูกริมฝีปากล่าง+พระเกศาธาตุ ๑ เส้น

เชียงราย

….

—————————————

พระธาตุดอยหยวก (ดอยภูเติม)

ประดิษฐาน กระดูกขอบพระเนตรเบื้องขวา+พระเกศาธาตุ

บ้านหนุน หมู่ที่ 6 ตำบลปง อำเภอปง จังหวัดพะเยา

รีบออกเดินทางแต่เช้าจากที่พักใกล้ๆ ดอยหยวก เดินเข้าไปในวัดเห็นโบสถ์หลังคาทำด้วยไม้ สวยงามมาก วัดมีความร่มเย็น สงบ และพระเจดีย์ที่รอการบูรณะ และอีกสักพักก็นิมนต์พระรับการถวายกรอบรูปแสดง “พระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญ ที่ประดิษฐานในประเทศไทย” และเห็นว่าตอนนี้ทางเจดีย์มีการบูรณะอยู่ ได้ทำบุญไปกับวัดจำนวนหนึ่งเพื่อสมบทการสบูรณะพระเจดีย์ดอยหยวกในครั้งนี้ แล้วต้องรีบไปอีก วันนี้วางแผนไว้ทั้งหมด ๘ สถานที่ (พะเยาและเชียงราย) และได้กราบลาหลวงพ่อเพื่อไปทำบุญวัดต่อไป คือ พระธาตุขิงแกง

+++++++++++++++++++++

ตำนานพระธาตุดอยหยวก พะเยา

ตำนานพระธาตุดอยหยวกที่พญานาคราชขออดโทษ หรือ ขมา ภาษาพื้นเมืองว่า “ป๋งโตษ” ต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เสด็จมาในคราวครั้งนั้น และต่อมามีการสร้าง “พระธาตุดอยหยวก” ณ เนินดอยภูเติม

เมื่อครั้งพุทธกาลสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมายัง ดอยภูเติม (เนินวัดพระธาตุดอยหยวก) พญานาคที่รักษาดอยนี้คิดว่าเป็นองค์พระยาครุฑ จึงแทรกกายหนี ครั้นได้ฟังธรรมจากพระองค์ พญานาคจึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธองค์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงมอบพระเกศาให้ และตรัสกับพระอานนท์ว่า เมื่อพระตถาคตนิพพานแล้ว ให้นำกระดูกริมตาขวามาไว้รวมกับพระเกศานั้น กาลข้างหน้าจะมีชื่อว่า “พระธาตุภูเติม”

ต่อมาจึงมีการสร้างพระธาตุบรรจุพระเกศาธาตุ และพระบรมสารีริกธาตุที่เป็น “กระดูกตาขวา” ไว้ภายใน ต่อมาเรียกภายหลังว่า “พระธาตุดอยหยวก” ชาวเมืองนี้เรียกชื่อเมือง ตามตำนานของพระธาตุดอยหยวก

ที่พญานาค “ป๋งโตษ” ต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าเมืองป๋ง

——————————-

พระธาตุขิงแกง ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุพระบาทเบื้องขวา

ตำบลพระธาตุขิงแกง อำเภอจุน จังหวัดพะเยา

ออกเดินทางจากพระธาตุดอยหยวก เดินทางไปเรื่อยๆ ตาม gps แต่ก็รู้สึกแปลกๆ ว่าทำไมพระธาตุจึงเข้าไปในป่า ในไร่ของชาวบ้าน และทางเป็นทางเดินในสวนในนาเป็นระยะทางไกลประมาณหนึ่งเลยทีเดียว พอ gps บอกว่าถึงแล้ว อ้าวไม่ใช่หล่ะ เลยตั้ง gps ไปอีกทีหนึ่ง ซึ่งบอกว่า “พระธาตุขิงแกง” เหมือนกัน และเริ่มต้นกันใหม่ แต่กว่าจะออกไปได้ทางออกก็เหมือนทางเข้ามา คดเคี้ยวและผ่านไปตามท้องไร่ท้องนาระยะหนึ่ง จนออกมาถนนใหญ่ แล้วเห็นป้ายวัดพระธาตุขิงแกง จึงเข้าไปจอด แล้วบอกพระท่านว่าจะนำกรอบรูปแสดง “พระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญ ที่ประดิษฐานในประเทศไทย” มาถวาย ซึ่งแสดงถึงพระบรมสารีริกธาตุของวัดพระธาตุขิงแกงด้วย คือ พระบรมสารีริกธาตุพระบาทเบื้องขวา

พระธาตุขิงแกง เป็นเจดีย์ทรงล้านนาขนาดใหญ่ ฐานกว้างด้านละ ๑๕ เมตร สูง ๒๐ เมตร ประดิษฐานพระพุทธรูปในซุ้มเรือนแก้วทั้งสี่ด้าน ช่วงกลางองค์เจดีย์ประดับกระจกสี มีกำแพงแก้วล้อมรอบและเจดีย์บริวารทั้งสี่มุม พระธาตุเจดีย์ขิงแกง เป็นพระธาตุเจดีย์ที่ศักดิ์สิทธิ์ องค์พระธาตุได้บรรจุพระเกศาธาตุ และพระธาตุกระดูกเท้าข้างขวาของพระพุทธเจ้า เป็นปูชนียสถานที่สำคัญเก่าแก่โบราณของอำเภอจุน จะมีประเพณีสรงน้ำพระธาตุขิงแกง ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ (เดือน ๗ เป็ง) ของทุกปี

++++++++++++++

ประวัติพระธาตุขิงแกง

พระธาตุเก่าแก่สำคัญ ที่วัดพระธาตุขิงแกง ตามตำนานกล่าวว่า บริเวณพระธาตุขิงแกงนี้ เป็นสถานที่อีกที่หนึ่ง ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จผ่านมาโปรดเวไนยสัตว์ ดังความตามตำนานว่า

“… โส ภะคะวา อันว่าพระพุทธเจ้าเสด็จไปถึงยังยอดดอยแห่งหนึ่ง ยังมีพญานาคตนหนึ่ง มันเห็นพระพุทธเจ้าก็ตกใจกลัว คิดว่าเป็นพญาครุฑ จึงหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่ลำห้วย ขณะนั้นยังมีเนื้อทราย (เนื้อทราย) ฝูงหนึ่งเห็นพญานาคหนีมา ก็เข้าใจว่าเปนนายพรานจักมาฆ่าตน จึงบ่ายหน้าวิ่งลงไปลำห้วยด้านทิศตะวันออก แล้วก็วิ่งลงอยู่อย่างนั้น

พระพุทธองค์ ทรงทอดพระเนตรเห็น ดังนั้น ก็จึงแย้มพระโอษฐ์ พระอานนท์จึงทูลถามว่า เหตุใดพระองค์จึงทรงแย้มพระโอษฐ์อย่างนั้น พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า เราตถาคตนำพลนิกาย และพระอินทร์มาที่นี่ พญานาคตนนั้น คิดว่าเราเป็นพญาครุฑ จึงกลัวแล้วหนีไปสุ่น (ซ่อน) ในลำห้วย

เนื้อทรายฝูงหนึ่ง เห็นพญานาควิ่งไปทางทิศตะวันออก วิ่งขึ้นลงอยู่อย่างนี้ แล้วมันก็วิ่งไปซ่อนตัวอยู่ในลำห้วย ฝ่ายพญานาค ที่ซ่อนอยู่ในลำห้วย คิดในใจว่า คนผู้นี้คงมิใช่พญาครุฑ ชะรอยจะเปนพระพุทธเจ้า จึงแปลงเพศเป็นบุรุษหนุ่มนุ่งขาว เข้ามานมัสการพระพุทธเจ้า

เสร็จแล้ว ลงไปเอาก้อนหินจากเมืองนาคพิภพ มาถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ประทับนั่งบนหินก้อนนั้น เมื่อผัวเมียคู่หนึ่ง เดินทางผ่านมาพบ ไม่ทราบว่าเปนพระพุทธเจ้าจึงเข้าไปถามว่า ท่านเป็นพระอินทร์ พระพรหม หรือ เทวบุตรองค์ใด มีนามว่าอย่างไร พระพุทธองค์ตรัสว่า เราคือตถาคต

สองผัวเมียได้ยินดังนั้น ก็มีใจปติยินดี จึงนำเอาหมากเต้า (แตงโม) หมากแต๋ง (แตงไทย) มาถวายพระพุทธองค์ ก็รับเอาด้วยความกรุณา ทั้งสองก็ไหว้พระพุทธเจ้าแล้วว่า เครื่องปลูกของฝังอันใด ก็ไม่ดีไม่งาม (ไม่เหมาะไม่ควร) มีแต่ขิงแกง (ขิงแกง คือขิงพันธุ์พื้นเมืองที่มีกลินแรง มีแง่งขนาดเล็ก) ที่ยังงามดีอยู่

ที่นั่นพระอานนท์เถระ ก็ขอพระธาตุจากพระพุทธองค์ พระองค์ก็เอาพระหัตถ์ลูบเศียร ได้พระเกศามาสามเส้นยืนให้ พระอานนท์รับเอา แล้วยื่นให้พระโสณเถระรับเอา แล้วยืนให้พระเจ้าอโศกธรรมราชา แล้วยื่นต่อพระอินทร์

เทวบุตรชื่อว่า สิงคละ บูชาด้วยดอกไม้สีเหลือง

องค์ที่อยู่ทิศอีสาน บูชาด้วยเครื่องแดงดอกคำ

องค์ที่อยุ่ด้านอาคเนย์ บูชาด้วยเครื่องแดงคล้ำ

องค์ที่อยู่ด้านทิศพายัพ บูชาด้วยเครื่องหม่น (เทา)

องค์ที่อยู่ด้านทิศหรดี บูชาด้วยเครื่องดำ

แม้นว่าบูชาเทวบุตร ๔ องค์นี้แล้ว ก็จักวุฒิจำเริญรุ่งเรืองมากนักแล และพระมหาธาตุเจ้า อันตั้งอยู่เหนือดอยที่นี่ ศักดิสิทธิวิเศษนัก ผู้ใดทำบุญ ได้ไหว้ ได้สร้าง ได้เขียน ได้ให้ทานก็ดี เสมอดังได้เห็นหน้าเราตถาคต และจักได้สมดั่งคำปรารถนาทุกประการแล

—————————————–

พระธาตุสบแวน

พระธาตุสบแวน กระดูกริมฝีปากล่าง+พระเกศาธาตุ ๑ เส้น

ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๖ ตำบลหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา

หลังจากออกจากพระธาตุขิงแกงแล้ว ก็ต้องเดินทางต่ออีก ในแผนต้องเลือกการเดินทาง เลือกเฉพาะที่อยู่ในเส้นทางเดียวกัน เพราะเวลาจะไม่พอ พระธาตุสบแวนจึงเป็นพระธาตุสุดท้ายของพะเยาก่อนจะเข้าไปในจังหวัดเชียงราย

เมื่อเดินทางจากพระธาตุขิงแกงไปถึงพระธาตุสบแวนแล้ว ขับเข้าไปในวัด วัดเงียบมาก มีคุณลุงท่านหนึ่งกวาดวัดอยู่ เลยถามท่านว่า วัดนี้ไม่มีเจดีย์หรือ คุณลุงตอบว่า มีสิอยู่ด้านหลัง

ถามคุณลุงว่า ต้องการทำบุญมีพระไหมคะ?

ทีแรกก็หาไม่เจอ แต่ก็ขับรถเข้าไปด้านใน แล้วไปเจอพระรูปหนึ่งอยู่พอดี จึงได้แจ้งท่านและบอกกับท่านว่าได้รวบรวมพระบรมสารีริกธาตุ ที่ประดิษฐานในประเทศไทยไว้ค่ะ ต้องการมาถวายกรอบรูป แสดง “พระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญ ที่ประดิษฐานในประเทศไทย” แล้วได้ไปสักการะพระเจดีย์ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุไว้ พร้อมอ่านประวัติของวัด เสร็จแล้วจะต้องรีบไป เพราะเหลืออีกหลายวัด แต่จากนี้ไปจะเข้าเขตจังหวัดเชียงรายแล้ว

++++++++++++++++

ประวัติพระธาตุสบแวน

ตามตำนานกล่าวว่าเมื่อพระพุทธองค์ ทรงตรัสรู้เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว และได้ทรงจำพรรษาอยู่ในพระเชตุวนาราม เมืองสาวัตถี ในราตรีหนึ่ง พระองค์ทรงรำพึงว่า เรานี้อายุได้ ๖๐ ปี เมื่ออายุได้ ๘๐ ปีเราจะปรินิพพาน เราควรเสด็จไปโปรดเวไนยสัตว์ทั้งหลายและตั้งพระศาสนาในมัชฌิมประเทศและปัจจันตประเทศ

เมื่อออกพรรษาแล้วพระองค์ จึงพระเอาพระอรหันต์ ๔ องค์ คือ พระโสณะเถระ พระอุตตระเถระ พระรัตนเถระ และพระอานนท์เถระ เสด็จไปเมืองกุสินารา ซึ่งมีพระยาอโสกเป็นเจ้าเมือง

พระองค์ได้เสด็จมาถึงเมืองลื้อ ทรงให้พระเกศาธาตุไว้ที่พระธาตุเมืองสิงห์ ไปเมืองยองให้พระธาตุไว้ที่พระธาตุเมืองพะยาก ไปเชียงแสน ดอยตุง ปูเข้า กู่แก้ว จอมกิตติ สบจัน ไปผาเรือ เสด็จไปตามเขาน้อยใหญ่ แล้วไปแจ้โว จอมศีล กู่ขวาง จอมไคล้ จอมแจ้ง ขิงแกง

และเสด็จมาจนถึงป่าแห่งหนึ่ง มีต้นไม้ใหญ่ ๓ ต้น มีกิ่งก้านสาขาหนาแน่นเป็นที่น่าพักอาศัยยิ่งนัก พระองค์เสด็จไปประทับยืนอยู่ใต้มะม่วงต้นหนึ่งมีทิศทางอีสาน และรับสั่งให้พระอานนท์เถระ ก็ปัดกวาดสถานที่บริเวณนั้นให้สะอาด

เมื่อทำเสร็จเรียบร้อย พระอานนท์ก็เอาผ้าปูอาสนะ อาราธนามาประทับนั่งเหนืออาสนะที่ใต้ต้นมะม่วงแห่งนั้น ขณะนั้นมีอุบาสกคนหนึ่ง มีอาชีพเป็นพรานป่า ชื่อ “อ้ายเชียงบาน” ได้ไปเที่ยวป่าได้พบเห็นพระองค์ ซึ่งประทับอยู่ ณ ที่นั้น เขาไม่รู้เป็นพระพุทธเจ้า จึงเข้าไปแอบต้นไม้ดู

พระองค์ทอดพระเนตรเห็นอุบาสกคนนั้น จึงตรัสเรียกอุบาสกคนนั้นว่า “ดูก่อนอุบาสก ท่านจงเข้ามาแวนใกล้เรา (เข้ามานั่งใกล้เราเถิด)” แล้วตรัสว่า “ตัวเราคือพระพุทธเจ้า” อุบาสกคนนั้นก็ไม่สามารถเข้ามาหาได้ เพราะกลัวรัศมีของพระองค์

พระอานนท์เถระ จึงได้มาทางอุบาสกคนนั้นว่า “ดูก่อนอุบาสก มีแม่น้ำอยู่ใกล้หรือไกล” อุบาสกคนนั้นกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ แม่น้ำมีอยู่ไม่ไกล “น้ำแวน” เมื่อกล่าวแล้วได้ไปเอาน้ำและมะม่วง ๓ ผลอมาถวายแก่พระองค์ ทรงรับเอาน้ำและม่วงคำจากอุบาสกคนนั้น

แล้วตรัสกับพระอานนท์ว่าดูก่อนอานนท์ตถาคตเสด็จมาถึงที่นี่มีอุบาสก เอาน้ำและมะม่วงมาถวายแก่เรา และเวลานี้ก็เป็นคิมหันต์ฤดู (ฤดูร้อน) ตรงกับเดือน ๘ ขึ้น ๑๕ ค่ำ (ซึ่งเราได้ถือเป็นประเพณีทุกปี)

มหากรุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะ ปาณินัง พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระมหากรุณาธิคุณ

สัพเพ สัตตานัง แก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง

พระองค์ตรัสแก่พระอานนท์เถระว่า ดูก่อนอานนท์ สถานที่นี้เป็นสถานที่น่าอภิรมย์ยิ่งนัก ควรตั้งศาสนาไว้ เพื่อเป็นการสักการะบูชาแก่คนและเทวดาทั้งหลาย พระอานนท์เถระจึงทูลขอพระเกศาธาตุจากพระองค์ พระองค์จึงยกพระหัตถ์เบื้องขวา ลูบพระเศียรและได้เกษาเส้นหนึ่งทรงยื่นให้แก่พระอานนท์เถระ

ขณะนั้นพระยาอินทร์และเทวดาที่รักษาต้นมะม่วงที่พระองค์ประทับอยู่ จึงได้

เนรมิต ผอบคำใหญ่ ๗ กำ มารองรับพระเกศาธาตุ

เนรมิตอุโมงค์คำลึก ๗๐ กว่า

เนรมิตสำเภาคำใหญ่ ๗ วา

เนรมิตอาสนะคำใส่ลงในสำเภา เอาลอยไว้ในอุโมงค์ อันเชิญพระเกศาธาตุของ เข้าไปประดิษฐานเนื้ออาสนะคำ แล้ว

เนรมิตแผ่นดินหนา ๓ ศอกปิดไว้

เนรมิตดินปิดลาดเนื้อสูง ๔ ศอก หล่อด้วยทรายขาวบริสุทธิ์

ตั้งยนต์พันเครื่องป้องไม่ให้ใครมาทำลายไว้ ๑๒ แห่ง

พระยาอินได้ให้เทวบุตร ชื่อว่า “เทโว” และเทวดาชื่อว่า “สุระ” ให้ป้องกันรักษาต้นมะม่วงและพระเกศาธาตุจนกว่าจะสิ้น ๕,๐๐๐ พระวัสสาอย่าให้ใครมาทำลายสถานที่ทางศาสนานี้ได้ ให้ก่อเจดีย์สูง ๗ ศอก

และพระองค์ทรงรับสั่งพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ ตถาคตปรินิพพานแล้วจงเอา พระอฐ (กระดูก) ริมฝีปาก (สบ) ข้างล่างของตถาคต มาประดิษฐานไว้กับพระเกศาธาตุนี้ อีกต่อไปภายหน้า พระเจดีย์องค์นี้จะได้ชื่อว่า “พระธาตุสบแวน” ตามที่ตถาคตได้ตัดกับอุบาสกคนนั้น ให้เข้ามาแวนใกล้ (นั่งใกล้) อีกประการหนึ่งกระดูกริมฝีปากข้างล่างของตถาคต ได้มาปฏิสถานณที่นี้ต่อไปภายหน้าเมืองนี้จะได้เรียกชื่อตามอุบาสก ชื่อ อ้ายเชียงบาน ได้เอามะม่วงคำมาถวายแก่เราว่า “เมืองเชียงคำ”

กล่าวยังตำนานพระธาตุสบแวนโดยมีโดยย่อเพียงนี้

https://www.facebook.com/share/p/1KMkc4xmkn

อาจเป็นรูปภาพของ วัด

อาจเป็นรูปภาพของ วัด

อาจเป็นรูปภาพของ อนุสาวรีย์ และ ข้อความ

อาจเป็นรูปภาพของ วัด และ ข้อความ

อาจเป็นรูปภาพของ วัด
อาจเป็นรูปภาพของ วัด และ ข้อความพูดว่า "วัดพระธาตบิงแกง วัดพระ บิงแกง แกง ตำบลพระธาตขิงแกง ำเภอจน จังหวัดพะเยา วัดพัฒนาต วัดพัฒบาติวอย่างที่มีผลงานดีเด่น ประจำปี ២៥៦១ Wat Phrathat Khing Kaeng"
อาจเป็นรูปภาพของ วัด
ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น