พะเยา
– พระธาตุดอยน้อย (นิ้วก้อย และ พระเกศาธาตุ)
– พระธาตุแจ้โว (กระดูกปลายพระนาสิก และ พระเกศาธาตุ)
– พระธาตุจอมทอง (พระกรเบื้องซ้าย และ พระเกศาธาตุ)
– พระธาตุภูขวาง (ข้อพระกรเบื้องขวา+พระเกศา ๓ เส้น)
เป็นที่ฉันภัตตาหารของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในภัทรกัปป์นี้
—————————————-
หลังจากไปนมัสการหลวงปู่เกษม เขมโก ที่สุสารไตรลักษณ์ ลำปาง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็มุ่งหน้าต่อไปจังหวัดพะเยา ช่วงการเดินทางตรงนี้ ต้องผ่านป่าเขาไประยะหนึ่งเลยทีเดียว
วัดแรกของพะเยา ทีแรกจะเลยไปวัดพระธาตุแจ้โวก่อน แล้วค่อยกลับมาพระธาตุดอยน้อยพะเยา เพราะต้องกลับทางเดิม แต่ตัดสินใจไปที่พระธาตุดอยน้อยก่อน แล้วค่อยไปพระธาตุแจ้โว พอเข้าไปถึงวัด จะเห็นเจดีย์เป็นรูปแปดเหลี่ยม และมีบันไดนาคขึ้นไป ถามคนงานที่กำลังก่อสร้างโบสถ์อยู่ ว่าจะถวายของจะทำอย่างไร เค้าก็ไปตามหลวงพ่อมาให้
เมื่อถวายกรอบรูปแสดง “พระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญ ที่ประดิษฐานในประเทศไทย” พร้อมแผ่นโปสเตอร์แผ่นเล็กเป็นที่เรียบร้่อยแล้ว ก็เห็นว่าตอนนี้กำลังบูรณะโบสถ์ใหม่ จึงได้ทำบุญร่วมบูรณปฏิสังขรณ์โบสถ์นี้ด้วย ก่อนที่จะลาท่านเพื่อไปพระธาตุต่อไป (เพราะบ่ายมากแล้ว ต้องไปอีก ๓ พระธาตุ)
————————————–
วัดพระธาตุดอยน้อย
ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุพระธาตุนิ้วก้อย และ พระเกศาธาตุ
๑๘๗ หมู่ ๑๑ ตำบลจำป่าหวาย อำเภอเมือง จังหวัดพะยา
ประวัติพระธาตุดอยน้อย
ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้า ได้เสด็จไปถึงดอยลูกหนึ่งสูงพอปานกลางมีรูปคล้ายกับหลังเต่า (คือ ดอยน้อย) พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่ตีนดอย ใต้ต้นโพธิ์ ทิศตะวันตกดอย มีสองเฒ่าแก่ผัวเมีย ทำไร่ปลูกเต้าแตงอยู่ทางทิศใต้ของต้นโพธิ์ ครั้นเห็นพระพุทธเจ้า ก็พูดขึ้นว่านั้น เป็นบุคคลใดมานั่งอยู่ที่นั้นจาหนอ คงจะเป็นผู้มีบุญผู้หนึ่งเป็นแน่ ชายเฒ่าผู้เป็นผัวจึงเข้าไปสอบถาม
ดูรา ถ้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านมีชื่อดั่งรือ มานั่งอยู่ที่นี่ พระพุทธเจ้าได้ยินก็ตอบว่า ดูราอุบาสกเรานี่คือพระพุทธเจ้า ครันชายเฒ่าได้ยินจึงไปบอกยายแก่ผู้เป็นเมีย ว่าเราจะเอาอะไรไปถวายท่านแก่พระพุทธเจ้าจะหนอ
ว่าแล้วสองเฒ่าผัวเมียก็พากันเก็บเอาเต้าแตงไปถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ารับเอาไว้แล้วตัดถาม สองเฒ่าแก่ผัวเมียว่า ดูราท่านไปตักน้ำที่ไหนมากิน สองเฒ่าก็ตอบว่า น้ำมีบวกเงือกโน้นไกลมาก มีทิศตะวันตกของดอยนี้ (เดี๋ยวนี้เรียกว่า จำ)
พระพุทธเจ้าจึงใช้ให้พระอานนท์ไปตักเอาน้ำ ครั้นลงไปดูหนองน้ำถึงตรงกลางบวกหนองนั้น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพญานาคซึ่งรักษาอยู่
พญานาคก็โกรธและกล่าวว่ามนุษย์ผู้ใดหนอมาประมาทฉันเช่นนี้ ทีนั้นพระอานนท์ก็ได้ยินก็กล่าวว่าข้านี่เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า เมื่อนั้นพญานาคได้ยิน ก็บอกแม่นาคเป็นตัวเมียว่า เราเอาน้ำไปถวายแก่พระพุทธเจ้า กับพระอานนท์เถิด
นาคตัวเมียก็จะเอาสลุงคำมีรูปแปดเหลี่ยม (ขันน้ำ) ใส่น้ำแล้วไปถวายแก่พระพุทธเจ้า พระองค์ฉันน้ำ จากนั้นพระอานนท์ก็ขอเอาพระเกศาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ายกมือเบื้องขวาขึ้นสู่หัวได้เกศาออกมาเส้นหนึ่ง ส่งให้พระอานนท์พระอานนท์ก็รับแล้วส่งต่อให้พญานาคพญานาคก็เอาสลุงคำรับเอา
หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าจึงถามสองเฒ่าผัวเมียว่า สถานที่นี้มีถ้ำอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง สองเฒ่าแก่ตอบว่า มีม่อนอยู่ทางทิศตะวันออก (หลายดอย) มีปากถ้ำออกตรงดอยน้ำ
พระพุทธเจ้าก็กล่าวกับพระยาอินทร์ว่า จงเอาธาตุเกศาแห่งตถาคตไปไว้ตรงปากน้ำปากถ้ำนั้นเถิด เมื่อนั้นพญาอินทร์ก็เนรมิตปราสาทคำหลังหนึ่งแล้วนิมนต์พระเกศาเจ้าขึ้นสถิตไว้บนปราสาท
พระพุทธเจ้าสั่งพระอรหันต์และพระยาอินทร์ว่า หากตถาคตนิพพานแล้วให้เอา “ธาตุนิ้วก้อย” บรรจุกับ “เกศา” ตถาคตนี้เนอ
ครั้นแล้วก็ตัดกับพระอรหันต์และพระอานนท์ว่า สองเฒ่าผัวเมียอันได้เอาเต้าและแตงมาถวายนั้น ภายหลังจะได้เป็นพระยาเจ้าเมืองที่นี่ จะได้ชื่อว่า “พระยาหน้อย” ตามนิมิตอันเอาแตงหน่วยน้อยมาถวายนั่นแหละ
และภายหลังจักได้มาสร้างพระธาตุเป็นแปดเหลี่ยมตามนิมิตอันพญานาคเอาสลุงคำแปดเหลี่ยมมาถวาย และเอาพระธาตุตถาคตอีกภายหน้าจะได้ชื่อว่าถ้าดอยน้อยตามนิมิตสองเฒ่าเอาแตงหน่วยน้อยมาถวาย ซ้ำจากได้สร้างบันไดนาคจากบนดอยถึงตถาคตดั่งนี้
ด้วยนิมิตแห่งพญานาคสองตัวผัวเมียเอามาถวายเอาน้ำมาถวายแล้วสังพญานาคและพระยาอินทร์ว่าช่วยกันรักษาพระธาตุนี้ให้ดีอย่าให้เป็นอันตรายไปนา
และยังตรัสแก่พระอานนท์อีกว่าภายหน้าจะมีผู้มีบุญบารมีจะมาสร้างพระธาตุนี้อีก
——————————————
วัดพระธาตุแจ้โว
ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ กระดูกปลายพระนาสิก และ พระเกศาธาตุ
ตำบล คือเวียง อำเภอ ดอกคำใต้ พะเยา
เมื่อขับรถขึ้นดอยเพื่อไปสักการะพระธาตุแจ้โว ในใจยังกังวลเรื่องรถว่าจะไปไหวไหม เพราะมีอาการกระตุก รวมทั้งบรรทุกของหนักแล้วต้องขึ้นดอยอีก แต่ก็ลองขับขึ้นไป ก็ยังพอขึ้นได้อยู่
พอขึ้นไปด้านบน ก็ไม่พบใครเลย สักพักมองไปก็เห็นมีสองคนขับรถมา พี่ผู้ชายก็เดินไปสำรวจและถ่ายภาพ และพี่คนผู้หญิงก็เดินอยู่ตรงรถเขา เลยเดินเข้าไปถามว่า พระอยู่ที่ไหนจะเอาของมาถวาย เค้าบอกว่า ไม่ทราบเหมือนกัน เขาก็ขึ้นมานมัสการพระธาตุเหมือนกัน
เราเลยเข้าไปหยิบแผ่นโปสเตอร์ บอกว่าจะถวายภาพนี้แต่ใส่กรอบอันใหญ่ แล้วก็เอาภาพโปสเตอร์ ภาพแสดง “พระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญ ที่ประดิษฐานในประเทศไทย” ให้เค้า
เค้าถามว่า ตามรอยในภาพนี้มาเหมือนกันเหร๋อ? ก็เลยตอบเค้าว่า ไม่ได้ตามหรอกค่ะ ภาพนี้ทำเองเลย ออกแบบเอง รวบรวมเอง ทำเองหมดทุกอย่าง เค้าก็ดีใจบอกว่า อ้าวเจอคนทำภาพนี้แล้ว เค้าบอกว่า อนุโมทนาเลย เพราะเค้าตามภาพนี้มา แล้วเดินทางไปกับพี่คนผู้ชายไปนมัสการมา
สักพักเค้าเรียกพี่ผู้ชายมา บอกว่า มาดูสิว่าคนนี้เค้าเป็นคนทำภาพนี้ขึ้นมา เค้าเลยบอกว่า พวกเราตามรอยภาพนี้ไป ตอนนี้ไปได้ ๘๐% แล้วได้มั้ง พวกเรามาจากเชียงใหม่ แล้วลงมาเรื่อยๆ ถึงพะเยาแล้ว (ซึ่งสวนทางกับเรา เราขึ้นจากลำปางไปพะเยาแล้วจะต่อไปเชียงราย)
เราบอกเค้าไปว่า ดีใจจัง บอกตรงๆ ว่าเมื่อกี้ก่อนขึ้นมาดอยนี้ รู้สึกท้อเหมือนกัน รู้สึกว่า ไม่รู้ที่เราทุ่มเทขนาดนี้ จะมีประโยชน์บ้างไหม? เค้าบอกว่า มีแน่นอน มีมากด้วย มีคนไปตามรอยแบบนี้หลายคน ขออนุโมทนาอีก ตอนนั้นไอ้เราใจฟู มีกำลังใจขึ้นมาทันที แล้วเอาภาพโปสเตอร์ให้เค้าไป ถามเค้าว่า เอาไปเผื่อใครอีกไหม? เผื่อเพื่อนหรือคนอื่นๆ เค้าบอกว่า เอออย่างนั้นขอเอาไปเผื่อเพื่อนๆ ด้วย เพราะมีคนตามรอยแบบนี้อยู่เหมือนกันหลายคน บอกว่าให้เราทำไปเถอะมีผลมากจริงๆ
เลยถามเค้าว่า แล้วตอนแรกไปเอาภาพนี้มาจากไหนหล่ะคะ? พี่คนผู้ชายตอบว่า ตอนนั้นไปไหว้พระ “วัดบรมธาตุทุ่งยั้ง” ที่อุตรดิตถ์ แล้วเห็นกรอบรูปใหญ่ที่ไว้ที่วัดแล้วถ่ายภาพมา แล้วเดินทางตามรอยไปสักการะตามภาพนี้ ขนาดภาพที่ถ่ายมาไม่ชัดนะ
หลังจากนั้น พอพวกเราเห็นพระ ก็เดินไปเพิ้อถวายกรอบรูปแสดง “พระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญ ที่ประดิษฐานในประเทศไทย” แล้วเล่าให้ท่านฟังว่า คุณพี่สองท่านนี้ก็เดินทางตามรอยมา เราทำตรงนี้เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ทราบว่า ประเทศไทยเรามีพระบรมสารีริกธาตุมากที่สุดในโลก และมีเกือบทุกส่วนของพระพุทธองค์ เมื่อผู้คนได้ทราบ ก็จะทำให้มีศรัทธาและเดินทางมาสักการะพระบรมสารีริกธาตุกันต่อไป
หลังจากนั้นก็ได้สนทนากับพระได้สักพักบอกท่านว่านี่ก็เย็นแล้ว จะต้องไปพระธาตุภูขวาง ซึ่งอยู่ไกลจากที่นั่นพอสมควร ไปถึงจะมืด เกรงว่าวัดจะปิดเสียก่อน หลวงพ่อท่านก็บอกว่า จะให้ท่านแจ้งท่านเจ้าอาวาสวัดพระธาตุภูขวางไว้ไหม ว่าจะมีโยมไปทำบุญ เลยบอกท่านว่า ดีเลยค่ะ ท่านก็แจ้งให้ท่านเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยภูขวางทราบ
แต่ก่อนจะขับรถไปภูขวาง ในลีสจะต้องผ่าน “พระธาตุจอมทอง” ที่พะเยาก่อน เลยไปแวะสักการะพระธาตุจอมทอง ก่อนที่จะไปพระธาตุภูขวาง ซึ่งพระธาตุดอยน้อย พระธาตุแจ้โว พระธาตุจอมทอง พระธาตุภูขวาง อยู่ในกลุ่มเดียวกัน (มีบางพระธาตุที่อยู่ไกลออกไปแล้วเวลาไม่พอเลยไม่ได้ไปสักการะ)
เมื่อถึงพระธาตุจอมทอง พะเยา ก็เห็นทางวัดกำลังจัดเตรียมงาน (มาฆบูชา) อย่างสวยงาม ประดับประดาไฟสวยงามมาก ราวกับอยู่บนสวรรค์ มีนางรำกำลังซ้อมรำอย่างสวยงาม เพื่อรำถวายบูชาพระธาตุ ในวันมาฆบูชา และเราก็ได้เอากรอบรูป แสดง “พระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญ ที่ประดิษฐานในประเทศไทย” ไปถวายไว้ที่วัดพระธาตุจอมทองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ได้เห็นกรอบรูปอันเล็กที่เคยส่งทางไปรษณีย์ เห็นทางวัดบูชาไว้อยู่
หลังจากนั้น ไปเดินดูวิวจากดอยตรงสกายวอล์ค แล้วรีบขับรถไปพระธาตุภูขวางต่อไปอย่างเร่งรีบ เพราะเริ่มจะพลบค่ำแล้ว
———————
ประวัติพระธาตุแจ้โว+พระธาตุจอมทอง
ตำนานพระธาตุแช่โหว้และพญาลิ้นก่าน
คัดลอกจาก “หนังสือที่ระลึกเนื่องในโอกาส งานฉลองอายุวัฒนมงคลครบ ๑๐๐ ปี พระราชมงคลวิสุทธิ์ พระมหาเถระ ๕ แผ่นดิน”
ตำนานพระธาตุจอมทอง พะเยา
ตำนานได้กล่าวย้อนไปยังสมัยพุทธกาล ครั้งเมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จเผยแผ่พระสัทธรรม แก่ชาวโลก ครั้นเสด็จมาถึงเมืองพะเยาได้แบ่งเส้นเกศาธาตุ (เส้นผม) ไว้ที่ดอยจอมทอง เสร็จแล้วก็ฉันภัตตาหารเช้า ณ ที่บนดอยจอมทองแห่งนี้เมื่อฉันเสร็จพระองค์ยังไม่ได้ฉันน้ำ จึงใช้ให้พระอานนท์ลงไปตักน้ำที่ตีนดอย เรียกกันว่า หนองเอี้ยง (กว๊านพะเยา) ฝ่ายพญานาคเจ้าของหนองเอี้ยง ชื่อว่าธุมมสิกขี ไม่ยอมให้น้ำแก่ พระอานนท์ โดยใช้หงอนพ่นควันปิดหนองน้ำไว้
ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงลงจากดอยจอมทองไปที่หนองเอี้ยง เมื่อไปถึงก็ได้แสดงอภินิหารเนรมิต พระวรกายสูง ๓๒ ศอก แล้วแสดงอิทธิฤทธิ์สั่งสอนพญานาค เมื่อพระองค์ได้ฉันน้ำแล้ว ก็ได้ทำนายหนองเอี้ยงไว้ว่าในภายภาคหน้าจะมีตายายสองผัวเมียมาสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่(พระเจ้าตนหลวง) ไว้ใกล้กับหนองเอี้ยงแห่งนี้
——————————–
ต่อจากนั้นก็เสด็จไปที่วัดป่าแดงหลวงและวัดบุญนาคซึ่งอยู่เหนือเวียงพะเยา จากนั้นก็เสด็จไปที่วัดลีเจดีย์หลวงกลางเวียงพะเยา พระองค์ได้แบ่งเกศาธาตุไว้ในพระธาตุเจดีย์ที่วัดเหล่านี้ ตามลำดับ เสร็จแล้วได้เสด็จไปทางทิศตะวันออก เฉียงใต้ของเมืองพะเยา จนไปถึงตีนดอยบ้านป่าสัก (บ้านปาง) ขณะหยุดพักอยู่ที่นี่ก็มอง ไปในอนาคต แล้วก็รำพึงอยู่ในใจว่า
“ต่อไปในภายภาคหน้าเมื่อพระตถาคต ได้ปรินิพพานไปแล้ว บริเวณในที่แห่งนี้จะเกิดเป็นบ้านเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองขึ้นมา”คิดดังนั้นแล้วพระพุทธเจ้าก็เสด็จขึ้นไปสู่บนยอดดอยบ้านป่าสักแห่งนั้น ต่อจากนั้นก็ได้ทอด พระเนตรดูโลกทั้งมวลและได้ทอดพระเนตรไปยัง ทิศน้อยใหญ่โดยรอบ ก็ได้แลเห็นเป็นบ้านเมืองกว้างใหญ่เจริญรุ่งเรืองอยู่เบื้องล่าง ล้อมรอบด้วยดอย๘ ลูก ต่อเนื่องกันตามลำดับ คือ ดอยป่าสักแห่งนี้
ดอยน้อย
ดอยจอมทอง
ดอยหยุก (จุก)
ดอยปูขวาง
ดอยจอมไคร้
ดอยจอมแจ้งจำไก่
และดอยถ้ำ
ในขณะที่พระพุทธเจ้ากำลังทอดพระเนตรอยู่นั้น ก็เกิดแผ่นดินสั่นไหวขึ้น มีเสียงดังก้องสนั่นเป็นอย่างมาก และพร้อมกันนั้นพระวรกายของพระพุทธเจ้าก็เปล่งฉัพพรรณรังสี คือสีมงคล ๖ สี ได้แก่ สีขาว สีน้ำเงิน สีเหลือง สีแดง สีส้ม และสีหม่น (สีทั้ง ๕ รวมกัน มีวรรณะเหมือนดั่งแก้ววิฑูรย์น้ำค้าง) เกิดความสว่างไสวไปทั่วบนดอยและป่าไม้ แสงตกกระทบกับต้นไม้และใบไม้สะท้อนเป็นสีเหลืองเหมือนดั่งทองคำ
นิมิตอัศจรรย์เช่นนี้ บอกให้ทราบว่าพุทธศาสนาและพระมหาเจดีย์ธาตุจะมาเจริญรุ่งเรืองอยู่ในที่แห่งนี้ ตลอด ๕ พันปี
ขณะนั้นสองเฒ่าผัวเมีย ซึ่งได้มาทำไร่ทำสวนอยู่ที่บริเวณตีนดอยบ้านป่าสักแห่งนี้ ก็มองเห็นแสงสว่างอันเจิดจ้าไปทั่วบนดอย ฝ่ายเมียเห็นก่อน จึงร้องบอกต่อผู้เป็นผัวว่า
“พ่อเฒ่าเหย สูจงรีบขึ้นไปดูยังบนดอยว่าเป็นอะไร ทำไมจึงมีแสงสว่างอยู่บนดอยมากนัก สว่างจนเห็นไปถึงชั้นฟ้าชั้นพรหม แต่ก่อนไม่พบเคยเห็นสักครั้งเดียว”
เมื่อนั้นชายเฒ่าผู้เป็นผัวก็รีบวิ่งขึ้นไปดูที่บนดอย เห็นเป็นบุคคลกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีผิวพรรณงามสง่าเหมือนกับเทวดา (พระพุทธเจ้าอยู่พร้อมกับพระอานนท์ พระอินทร์ และพระเจ้าอโศก) จึงเข้าไปน้อมตัวลงกราบไหว้แล้ว ถามขึ้นว่า
“ท่านผู้เจริญ ท่านมีชื่อเสียงเรียงนามใดท่านเป็นพระยาอินทร์ พญาพรหม หรือว่าเป็นเทวดาบุตรเทวดาองค์ใด”
พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงมหากรุณา ตอบว่า
“ดูก่อนอุบาสก เรานี้ชื่อว่าพระพุทธเจ้า ผู้เป็นที่ตั้งและเป็นที่พึ่งแก่โลกทั้ง ๓”
ต่อจากนั้น พระพุทธองค์ก็ได้เทศนาสั่งสอนธรรมะให้กับชายเฒ่าผู้ผัว ให้ได้รู้รักษาศีล ให้ทาน บำเพ็ญบุญ เมื่อเทศนาจบลงแล้วชายเฒ่าก็ น้อมตัวลงกราบไหว้พระพุทธเจ้า แล้วก็กลับลงดอยไป พอถึงไร่สวนของตน ก็บอกให้หญิงเฒ่าผู้เป็นเมียฟังว่าเป็นสัพพัญญูพระพุทธเจ้าและได้เล่าเรื่องให้ผู้เป็นเมียฟังทั้งหมด ฝ่ายชายแก่ผู้เป็นผัวจึงกล่าวขึ้นว่า
“เราทั้งสองจะเอาอะไรไปถวายเป็นทานแก่ พระพุทธเจ้ากันดี” หญิงแก่ผู้เป็นเมียก็ตอบว่า
“เราเอาน้ำผึ้งกับลูกสมอไปถวายกันเถอะ”
วันต่อมาสองเฒ่าผัวเมียก็นำเอาน้ำผึ้งและลูกสมอขึ้นดอยไปถวายทานแก่พระพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้า ก็ได้รับเอาของทานของเขาทั้งสอง ต่อจากนั้นพระพุทธเจ้าก็ได้เล็งเห็นว่าสถานที่แห่งนี้ในภายภาคหน้า เมื่อพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองขึ้นแล้ว คนทั้งหลายก็จะพากันเข้ามาสร้างบ้านเรือนอยู่รอบ ๆ บริเวณตีนดอยแห่งนี้เป็นจำนวนมาก ต่างก็จะมาทำไร่ ทำสวนและทำนาอยู่ทุกหนทุกแห่ง
เมื่อใดพระองค์ได้ปรินิพพานไปแล้ว กระดูกปลายจมูกของพระองค์ก็จะได้มาบรรจุไว้อยู่ที่นี่และจะมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก คนและเทวดาทั้งหลายต่างก็จะได้มารักษาศีล ให้ทาน เมตตาภาวนา บำเพ็ญบุญกุศล ในสถานที่แห่งนี้ ก็จะได้ถึงมรรค ผลธรรมอันวิเศษ เป็นอย่างมาก ครั้นเมื่อพุทธศาสนาร่วงโรยพ้นศตวรรษที่ ๓ ไปแล้ว พุทธศาสนาก็จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองไม่ขาดสายจนสิ้นสุดลง เมื่อถึง ๕๐๐๐ ปี
เมื่อพระพุทธเจ้าได้รำลึกนึกดูเช่นนี้เสร็จแล้วพระอานนท์จึงทูลขอเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงใช้มือขวาขึ้นลูบศีรษะ ของพระองค์ ได้เส้นเกศาติดมือออกมา ๒ เส้นยาว ๘ นิ้วมือขวา แล้วก็ยื่นให้พระอานนท์และพระอินทร์ ส่วนพระเจ้าอโศกก็ได้คว้าเอากระบอกไม้ไผ่รวกขนาดยาว ๓ กำมือ ได้เนรมิตทำเป็นผอบทองคำใส่เกศาของพระพุทธเจ้าเอาไว้
ต่อจากนั้นพระพุทธเจ้าได้เอ่ยถามสองเฒ่าผัวเมียว่า
“บนดอยแห่งนี้มีถ้ำอยู่หรือไม่” สองเฒ่าจึงกล่าวตอบว่า
“มีพระเจ้าข้า มีถ้ำอยู่กลางดอยที่นี่ ข้าเห็นปล่องมันที่กลางดอยและที่ริมปากปล่องถ้ำนั้น ยังมีกอไผ่รวกกอหนึ่ง ใบมันหล่นปลิวตกลงถม ปากปล่องถ้ำเอาไว้”
ทราบดังนั้นแล้ว พระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า
“พระอินทร์ ท่านจงเอาเกศาธาตุแห่ง ตถาคตไปไว้ที่กลางถ้ำนั้นเถอะ” เมื่อนั้นพระอินทร์จึงเนรมิตปราสาททองคำขึ้นหลังหนึ่งประดับประดาอย่างวิจิตรพิศดารด้วยแก้วอันมีวรรณะ ๗ สี มีรัศมีรุ่งเรืองสวยงามเป็น อย่างมาก และได้นำเอาผอบทองคำที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าเข้าสถิตไว้ในกลางปราสาททองคำหลังนั้น ต่อจากนั้นได้นำปราสาทไปวางไว้ในพื้นถ้ำซึ่งลึกถึง ๑๐๐ วา พร้อมกับใส่ข้าวของต่าง ๆ ๓ ล้าน ๓ แสนอัน ลงไปด้วย แล้วพระอินทร์ได้ลงยันต์ไว้โดยรอบทั้ง ๘ ด้าน เพื่อไม่ให้เป็นที่รบกวนแก่พระธาตุเจ้า แล้วก็ปิดด้วยแผ่นหิน ๑๒ ชั้น ก่อทับด้วยดินและอิฐอีก ๕๒ ชั้นต่อจากนั้นได้ก่อเจดีย์ครอบทับไว้ด้านบน สูง ๓ ศอก
เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วพระพุทธเจ้า จึงสั่งพระอานนท์ พระอินทร์ และพระเจ้าอโศกว่า
“เมื่อใดที่ตถาคตปรินิพพานไปแล้ว ขอให้ท่านได้เอากระดูกยอดจมูกของตถาคต มาบรรจุถนนหนทางขึ้นไปยังพระธาตุเจดีย์เจ้าแห่งนี้ก็ดี ก็จะเกิดอานิสงส์ผลบุญแก่ผู้นั้นมากมายจนนับไม่ถ้วน”
“ดูก่อนพระอานนท์ อันว่าบุคคลใดมีบุญกุศล ก็จะได้มาช่วยกันสร้างวัดแห่งนี้ บุคคลใดไม่มีบุญหาบุญไม่ได้ก็จะไม่ได้มาสร้าง ไม่ได้มาไหว้สักการะ บูชาพระธาตุเจดีย์เจ้าที่นี่”
“ดูก่อนพระอานนท์ ไม่ว่าจะเป็นคนทั้งหลาย เป็นคฤหัสถ์และนักบวช ที่ได้มาร่วมกันสร้างวัดก็ดี ได้มาเยี่ยมชมกราบไหว้ก็ดี ได้มาให้ทานก็ดี ได้มาสักการะบูชาด้วยจุดประทีปดวงหนึ่งก็ดี ด้วยดอกไม้ดอกหนึ่งก็ดี ด้วยเทียนเล่มหนึ่งก็ดี ด้วยข้าวก้อนหนึ่งก็ดี ได้ยกมือขึ้นไหว้ด้วยมือ สิบนิ้วก็ดี ก็เสมอดั่งได้ไหว้บูชาให้ทานกับตัวองค์ ตถาคตเช่นกัน”
“ดูก่อนพระอานนท์ ไม่ว่าจะเป็นคนทั้งหลาย เป็นคฤหัสถ์และนักบวชคนใดองค์ใด มีเจตนา ศรัทธาอุตสาหะบันทึกเขียนธรรมตำนานนี้ไว้ไม่ว่าจะเอาไว้กราบไหว้บูชา ไม่ว่าจะให้เป็นทานเผยแผ่แก่คนทั้งหลายเพื่อไว้ค้ำชูพระศาสนานับเป็นธรรมทาน ก็จักได้เสวยผลบุญมากนัก จะได้ถึงความสุข ๓ ประการ คือความสุขในเมืองมนุษย์ ความสุขบนสวรรค์ และความสุขแห่งนิพพานเป็นที่สุด หมดสิ้นจากบาปและวิบาก กรรมเวรทั้งมวล”
ต่อจากนั้นพระพุทธเจ้าได้กล่าวกับสองเฒ่าผัวเมียว่า
“ขอให้ท่านทั้งสอง ได้อุปฐากรักษาและกราบ ไหว้บูชายังเกศาธาตุแห่งพระตถาคตที่นี่ต่อไป ภายหน้า จนหมดอายุไขของท่านทั้งสองเถอะ”
พระองค์ได้กล่าวต่อไปว่า
“หากแม้นว่าเมื่อไปเข้าไร่ ไถสวน ทำนา ปลูกข้าว น้ำฟ้าสายฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลดินไม่ดี พืชผลเหี่ยวแห้งไม่งอกงาม เมื่อถึง เศกาลปีใหม่ ในวันพญาวัน ให้นำข้าวตอกดอกไม้ ธูปเทียน และน้ำอบน้ำหอมไปสรงน้ำ พระธาตุเจ้า แล้วตั้งจิตอธิษฐานขอน้ำฟ้าสายฝนและขอให้ดินอุดมสมบูรณ์พืชผลเจริญงอกงามกับพระธาตุเจ้าทุก ๆ ปี ก็จะสมดังคำปรารถนาทุกประการ”
ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าได้กล่าวแก่สองเฒ่าผัวเมียเสร็จแล้ว ก็พาพระอานนท์ พระอินทร์ และพระเจ้าอโศกเสด็จไปยังดอยถ้ำ ทางทิศตะวันออกในวันนั้นเองสุดท้ายนี้ตำนานพระธาตุแช่โหว้ ดอยเวียงห้าว บ้านป่าสัก เมืองพะเยา ก็ได้จบลงเรียบร้อยแต่เพียงเท่านี้แล
———————————–
พระธาตุภูขวาง
ประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุข้อพระกรเบื้องขวา+พระเกศา ๓ เส้น
เป็นสถานที่ฉันอาหารของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในภัทรกัปป์นี้
บ้านสันป่าสัก ต.แม่นาเรือ อ.เมือง จ.พะเยา
หลังจากที่ไปสักการะพระธาตุจอมทองที่พะเยาเรียบร้อยแล้ว ก็เปิด gps ต่อไปเพื่อไปยังพระธาตุภูขวาง ซึ่งหลวงพ่อที่วัดพระธาตุแจ้โวท่านได้แจ้งทางวัดพระธาตุภูขวางไว้เรียบร้อยแล้ว ว่าจะมีญาติโยมขึ้นไปทำบุญ
ทางที่ไปจากพระธาตุจอมทอง ก็มืดและเป็นเขา แต่ก็ค่อยๆ ขับไป จนกระทั่งถึงวัด ก็มีเณรออกมารับ บอกว่า ได้พระคุณเจ้าวัดพระธาตุแจ้โวได้เรียนหลวงพ่อไว้แล้ว แล้วจึงได้เอากรอบรูป แสดง “พระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญ ที่ประดิษฐานในประเทศไทย” ถวายไว้ที่วัด พร้อมทั้งได้ทำบุญกับที่วัดไปด้วยในวันนั้น
หลังจากนั้นก็ได้ไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุตรงเจดีย์ ซึ่งหลวงพ่อได้เมตตาเปิดไฟให้สวยงาม ก่อนกลับก็มีการสนทนากับพระเณรที่นั่น สักพัก ท่านก็บอกว่า พระธาตุตรงนี้ประดิษฐาน “ข้อพระกรเบื้องขวา และ พระเกศา ๓ เส้น”
วัดนี้มีประวัติอันยาวนาน พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในภัทรกัปป์นี้ จะมาฉันภัตตาหาร ณ ที่ดอยนี้ เป็นประเพณี
หลังจากนั้นได้กราบลาท่านกลับ และเดินทางไปที่พักที่ใกล้กับพระธาตุดอยหยวก ซึ่งเป็นระยะทางหลายสิบกิโล มืดก็มือ ทางก็ทำอยู่ตลอดทาง ต้องขับด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก แต่ยังดีเป็นทางราบเป็นส่วนใหญ๋ เพราะรถก็ยังอยู่ในสภาพไม่ปกติ แถมยังหนักอีก พรุ่งนี้แหล่ะของจริง จะไปขึ้นหลายดอย
ในวันถัดไปก็จะไปพระธาตุต่างๆ ในจังหวัดพะเยาจนครบที่กำหนดไว้ และจะต่อด้วยพระธาตุในจังหวัดเชียงราย
————————-
ประวัติพระธาตุภูขวาง
คัดลอกบางส่วนมาจาก https://exclusive.postjung.com/1555298
ตำนานวัดพระธาตุภูขวาง ตามตำนานเล่าว่า ปางเมื่อพระพุทธเจ้าตน ประเสริฐแก่คนและเทวดาทั้งหลาย แก่ผู้จักรเสมอได้ในโลกอันนี้ พระก็เสด็จ ได้ถึงดอยภูขวาง ไปสถิตอยู่ใต้ต้นรัง อันมีบนดอยภูขวาง พระพุทธเจ้า ก็เป่งออกยังสัพพรรณรัศมี ๖ ประการคือ ขาว เขียว เหลือง หม่น สวีมีวรรณ เป็นดั่งแก้ววิทูรน้ำคลั่ง
เมื่อนั้น ชาวบ้านทั้งหลาย เห็นพระพุทธเจ้ามีสัพพรรณรัศมี ๖ ประการ สว่างทั่วบนดอยทั้งมวลรุ่งเรืองงามมาก ก็บังเกิดมีใจศรัทธามากแล้ว แก่บ้าน (หรือผู้ใหญ่บ้าน) ผู้นั้น ก็บอกกล่าวแก่ภริยากับลูก และชาวบ้านทั้งหลาย ให้จัดเตรียมข้าวน้ำ โภชนาอาหารทั้งมวล แล้วก็ใส่บาตรเป็นทานแก่พระพุทธเจ้า และอรหันต์เจ้าทุกรูป แล้วพระพุทธเจ้า ก็รับเอาไทยทานแห่งทายกทั้งหลาย แล้วพระพุทธเจ้า ก็ฉันข้าวบนดอยที่นั้น
เมื่อพระพุทธเกระ ทำภัตตากิจ ฉันข้าวเสร็จแล้ว ก็เทศนาภัตตาอนุโมทนา แสดงทานะกถาศีล กถา แก่ทายกทั้งหลายหมู่นั้นแล้ว พระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า สถานที่นี้ดีนัก ควรตั้งศาสนาแห่งหนึ่ง เมื่อนั้นพระอานนท์จึงขอธาตุ ซึ่งพระพุทธเจ้า พระก็ยกทักขิณาหัฐเบื้องขวาขึ้นรูปพระเศียร ได้เกษาสามเส้น
– แล้วก็เอายื่นให้พระอานนท์
– แล้วเอายื่นให้เจ้าโสนะเถระ
– แล้วเอายื่นให้เจ้าอุตตะระเถระ
– แล้วเอายื่นให้เจ้าระตะนะเถระ
– แล้วยื่นให้พญาอโสก
– แล้วเอาใส่โกฐิไม้
– แล้วจึงเอายื่นให้พญาอินทร์ รับเอาแล้ว จึงเอาใส่โกฐิแก้วทั้งหมด
แล้วพระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า ให้เอาเกสาธาตุแห่งพระตถาคต เข้าบรรจุในท้องถ้ำแห่งหนึ่ง เมื่อนั้นพญาอินทร์ ก็ประดับประดาในท้องถ้ำที่นั้น ให้รุ่งเรืองงาม ด้วยแผ่นแก้ว แผ่นเงิน แผ่นคำ เต็มทุกที่ทุกแห่ง แล้วเนรมิตปราสาทคำ สูงได้ ๔ วา แล้วต่างยอดฉัตร แล้วก่อรอบไว้ด้วยเครื่องบูชา ๕ ประการทั้ง ๔ ด้าน แล้วเนรมิตเสษฏฉัตรคำ ตั้งรอบไว้ ๒ ด้าน แล้วเนรมิตปางประทีปคำใหญ่ สามศอก ๓ ช่อ จุดบูชาตั้งไว้ ๒ ด้าน สว่างทั่วท้องอุโมงค์ถ้ำ
แล้วนิมนต์เอาโกฐิพระธาตุเจ้า เข้าสถิตย์ตั้งไว้ ในท่ามกลาง ปราสาทคำ แล้วปิดทับด้วยก้อนหิน แล้วหล่อด้วยทราย แล้วปิดทับด้วยก้อนผาหลวง แล้วก่อเจดีย์หมายไว้ สูง ๖ ศอก แล้วเมื่อนั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เมื่อใดพระคถาคตเจ้า ปรินิพพานไปแล้ว ให้เอาพระธาตุข้อมือขวา มาบรรจุไว้กับพระธาตุเกสาที่นี่ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนพระอานนท์ พระธาตุที่นี่จะได้ชื่อว่า “พระธาตุเจ้าภูขวาง” เหตุว่าดอยลูกนี้ ยาวไปทางทิศตะวันตก ตะวันออก แล้วยังยาวไปทิศเหนือ ภายภาคหน้า คนทั้งหลายจะใส่ชื่อตามดอยลูกนี้ว่า “ พระธาตุเจ้าภูขวาง” แก่บ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน) ผู้นั้น จะได้มาเกิดเป็นพญาเจ้าเมืองที่นี่ มีนามชื่อว่า พญาศรีจอมธรรม จะได้มาสร้างพระเจดีย์ตนธรณี กว้าง ๕ วา สูง ๑๔ วา แล้วสร้างวิหารกำแพงให้รุ่งเรืองงามมาก
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูกรพระอานนท์ พระธาตุที่นี่วิเศษนัก บุคคลไม่มีบุญ หาบุญไม่ได้นั้น ก็ไม่ได้มากราบไหว้บูชา ไม่ได้มาสร้างสถานที่นี่ และเว้นไว้แต่ผู้มีบุญอย่างเดียว
ดูราอานนท์ ผู้ใดก็ดี ท้าวพญา มหากษัตริย์ และครั้นเศรษฐี พราหมณ์นะกะคะหะบดี คฤหัสถ์และนักบวช หญิง – ชาย ผู้ใดได้มาสร้างพระเจดีย์เจ้า ได้มาสร้างวิหาร ได้มาสร้างศาลา ได้มาสร้างกำแพงก็ดี บุคคลผู้นั้น แม้นจักปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าก็ดี แม้นจักปรารถนาเป็นอรหันตา อรหันตี ภิกขุณี สาวะถีก็ดี แม้นจักปรารถนาเอาลูกเมียที่ประเสริฐ แม้นจักปรารถนาเอาข้าวของเงินคำ สมบัติอันใด ก็จักได้ตั้งใจปรารถนาทุกประการ ถ้าตาย ก็จักได้ไปเกิดชั้นฟ้าดุสิตวิมาน ค่าสูงได้ร้อยโยชน์ มีนางฟ้าได้แสนโกฎิเป็นบริวาร
ถ้าตายจากเมืองฟ้าที่นั้นแล้วจักได้ลงมาเกิดร่วมพระอริยะเมตไตยเจ้า ไม่พลาดทุกกรประการหนึ่ง แม้นโสมณพราหมณ์ และเจ้านาย ท้าวพญาประชาราษฏร์ คนผู้ใดก็ดี ได้มากล่าวแผ่เมตตาภาวนา ในสถานที่นี่ ก็จักได้ถึงธรรมวิเศษ เป็นต้นว่า สิถิทาคา ถ้าตาย ก็จักได้ไปเกิดในชั้นฟ้า ชื่อว่า ดุสิตา มีวิมานคำสูงได้ ๖๐ โยชน์ มีนางฟ้าได้ครั้งหนึ่งเป็นบริวาร ไม่เท่านั้น แม้นบุคคลหญิง – ชาย คฤหัสถ์ นักบวช ผู้ใดมีเจตนาศรัทธา และได้มากวาดเก็บใบไม้หญ้า เศษขยะ เสร็จแล้ว และขนทราย มาใส่ลานพระเจดีย์ธาตุเจ้า ในวัดศาสนาสถานที่นี่ ให้ราบเสมองาม
ดังนั้น ถ้าตาย ก็จักได้ไปเกิดชั้นฟ้าชื่อ ย่ามา มีวิมานคำสูงได้ ๔ โยชน์ มีนางฟ้าได้ ๓ หมื่นเป็นบริวาร
สถานที่นี่วิเศษนัก แม้นพระพุทธเจ้ากะถุสันท์ พระนากะมะนะกัสสะปะ ก็มาฉันข้าวในที่นี้ทุกองค์ เมื่อนั้นพระพุทธเจ้าเทศน์เสร็จแล้ว ก็หันพระพักตร์ไปสู่หนอีสาน แล้วก็เสด็จไปจอมไคร้ ที่มีในทิศตะวันออกฉียงเหนือ แล้วพระพุทธเจ้าก็ปรินิพพานไปแล้วหลังพระศรีจอมธรรม ได้มาเป็นเจ้าเมืองพะยาวที่นี่ ยังมีมหาเถรตนหนึ่ง เดินทางมาจากเมืองปาตะริบุตร มาอธิษฐาน นิมนต์เอาพระธาตุข้อมือขวาแห่งพระพุทธเจ้า ใส่โกฐแล้วมรกต แล้วก็ไปเมตตาพญาศรีจอมธรรม อันเป็นเจ้าเมืองพะยาว ตามประวัติที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสสั่งไว้ว่า ให้เอาพระธาตุข้อมือขวา มาบรรจุไว้กับพระธาตุเกสา ที่ดอยภูขวางเมืองพะยาว
https://www.facebook.com/share/p/1CFsCA3ksp

