พระพุทธเจ้า มีพระเนตรสีอะไร? มีเส้นพระเกศาสีอะไร?

 พระพุทธเจ้า มีพระเนตรสีอะไร? มีเส้นพระเกศาสีอะไร?

คำตอบ มีดวงพระเนตร(ตา) สีดำเข้มมีเส้นพระเกศา สีดำขลับงดงาม 

ลักษณะของมหาบุรุษ หรือมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรคในลักขณสูตรไว้ว่า


“อภินีลเนตฺโต” (อ่านว่า อะ-ภิ-นี-ละ-เนต-โต)

อภิ = ยิ่ง,นีล = สีเขียว, สีดำ, หรือสีน้ำเงินเข้ม

เนตฺโต = ตา, ดวงตา, ผู้มีตา

แปลว่า “ผู้มีดวงพระเนตร (ตา) สีดำสนิทอย่างยิ่ง” หรือ “ผู้มีดวงพระเนตรสีน้ำเงินเข้มจัด/ สีเขียวอมดำสนิทอย่างยิ่ง” 

ภาษาบาลีเขียนว่า นีล หมายถึง สีน้ำเงินเข้ม/สีคราม/สีดำคล้ำ เป็นสีที่มีความอิ่มตัวสูง ซึ่งมักถูกใช้เรียกโทนสีที่อยู่ระหว่าง น้ำเงินเข้ม, คราม, เขียวเข้ม, ไปจนถึงดำคล้ำ 

ในพระไตรปิฎกมีการใช้คำว่า “นีล” บ่อยครั้งมาก โดยเฉพาะการพรรณนาถึงสิ่งที่ต้องการเน้นความเข้ม ความลึก หรือความมีวรรณะของสีที่โดดเด่น เป็นคำที่ใช้ครอบคลุมโทนสีที่ “เข้มและลึก”

 คำว่า “นิล” ในภาษาไทยจึงมีรากมาจากคำบาลีว่า นีล นั่นเอง

“นิล” ที่กาญจนบุรี ที่เราเห็นเป็นสีดำ จริงๆ คือ สีน้ำเงินเข้ม

“เกสา นีลา” (ลักขณสูตร อรรถกถา) แปลว่า “เส้นผมทั้งหลายมีสีเข้ม (สีดำขลับ/สีน้ำเงินเข้ม)” (เป็นการใช้คำว่านีลเพื่อบรรยายความดำขลับที่มีความเงางามและดูลึกซึ้ง) 

คำว่า นีล ใช้พรรณาสีของสัตว์เช่นกัน ตัวอย่างเช่น

บาลี: นีลวณฺณกา กาโก แปล: อีกาที่มีสีขนเป็น สีครามเข้ม (ดำคล้ำ) 

บาลี: อสฺสา นีลา แปล: ม้าทั้งหลา มีสีครามเข้ม (ดำคล้ำ)

 สีของม้าและอีกาเป็นสีนีล คือ สีเข้ม ดำคล้ำ 

 https://www.facebook.com/share/p/19ffV5ryQp/

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

เมืองทอง สุวัณภูมิ

พระเจ้าทับไทยทอง เพื่อนของ พระเจ้าพิมพิสาร (มคธ)

พระเจ้าโลกลว้า เพื่อนของ พระเจ้าอโสก (มคธ)

พระเจ้าทับไทยทอง
ผู้ตั้งชื่อสุวัณณภูมิ
เมื่อปีโล ๑๑๑๐ (ก่อน พ.ศ. ๘๐ ปี)
“ทับไทยทอง จอมลว้า ผู้เพื่อนเจ้ามคธพิมพิสาร”

พระเจ้าโลกลว้า
“… ผู้มีอโศกราชามคธเป็นเพื่อน
ขุนอินทรมนตรีร่วมสังคายยาที่ ๓
ปี ๒๓๕ แล้วกลับมาพร้อมสือ มีความเมืองมคธ
ภิกขุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา มีสีลยธััมงามพร้อม
เมืองสุวัณณภูมิฆวนสงฆผู้บริสุทธเข้า (่ผ่าน)
สังคายน มีความรู้ดีมาในสุวัณณภูมิ จะส่งภิกขุห้าองค์
เดือนกัตติก คอยรับ โลกลว้าเขียน พุทธกาล ๒๔๐ …”

พระเจ้าโลกลว้า ทรงอุปถัมภ์ให้มีการจัดสวดเป็นคณะ
สัชฌายสังคีตี ที่วัดมหาธาตุสุวัณณภูมิ พ.ศ. ๒๓๗
และให้มีการจารึกพระไตรปิฎกลงหิน พ.ศ.๓๐๐
เรียกว่า “แจง”

อ้างอิงจากหนังสือ “พุทธสาสนสุวัณณภูมิปกรณ”

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

ราชสีห์ VS สิงโต

ราชสีห์ ไม่ใช่ สิงโต

ราชสีห์ VS สิงโต

ราชสีห์ (พระยามฤคินทร) เป็นสัตว์ในตำนานและป่าหิมพานต์ แบ่งออกเป็น ๔ ตระกูล คือ

๑. ไกรสรราชสีห์ – ราชสีห์สีขาว มีลำตัวสีขาวบริสุทธิ์ ดวงตากลมโต มีลายก้นหอยเวียนขวา ปาก เล็บ ขนปลายหาง และแผงคอเป็นสีแดงครั่ง เป็นราชสีห์ที่มีพละกำลังมาก กินสัตว์น้อยใหญ่เป็นอาหาร
ไกรสรราชสีห์ อาศัยอยู่ในถ้ำทอง ถ้ำเงิน หรือถ้ำแก้วผลึก ในป่าลึก

๒. บัณฑุราชสีห์ – ราชสีห์สีเหลือง มีผิวกายสีเหลืองคล้ายทองหรือสีเหลืองอ่อน มีริ้วลายสีดำคล้ายเสือ ใต้ท้องขาว มีปล้องยาวตลอดตัว รูปร่างคล้ายสิงโตทั่วไป กินเนื้อเป็นอาหาร

๓. กาฬสีหะ – ราชสีห์สีดำ มีผิวกายสีดำสนิท รูปร่างสัณฐานคล้ายนางโค กินหญ้าเป็นอาหาร

๔. ติณสีหะ – ราชสีห์สีแดง รูปร่างสัณฐานคล้ายนางโค มีสีเทาคล้ายนกพิราบ และกินหญ้าเป็นอาหาร

สิงโต มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panthera leo เป็นสัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่ที่สุดในตระกูลแมว รองจากเสือโคร่ง
สิงโต คือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีตัวตนอยู่จริงในธรรมชาติ อยู่ในวงศ์เสือและแมว สิงโตมีขนาดลำตัวใหญ่ ขนาดไล่เลี่ยกับเสือโคร่งทั่วไป กินสัตว์น้อยใหญ่เป็นอาหาร

ที่อยู่อาศัยที่ชอบ
ทุ่งหญ้าสะวันนา (Savanna) และป่าโปร่ง: สิงโตชอบพื้นที่ราบโล่ง มีต้นไม้พุ่มสลับกับทุ่งหญ้า เพื่อให้มองเห็นเหยื่อได้ไกลและมีพื้นที่ในการวิ่งไล่กวด

วิธีการล่าเหยื่อ: “นักล่าแบบทีมเวิร์ก”
ต่างจากเสือโคร่งที่ล่าเดี่ยว สิงโตเป็นสัตว์ตระกูลแมวชนิดเดียวที่อยู่รวมกันเป็นฝูง (เรียกว่า Pride)

ตัวเมียคือหน่วยรบหลัก: สิงโตตัวเมีย (Lioness) ซึ่งไม่มีแผงคอและมีความปราดเปรียวสูง จะเป็นผู้ล่าหลัก โดยจะทำงานกันเป็นทีม ช่วยกันโอบล้อม ล่อ และซุ่มโจมตีเหยื่อ

ตัวผู้คือหน่วยป้องกัน: สิงโตตัวผู้จะคอยดูแลอาณาเขตและปกป้องฝูงจากผู้บุกรุก แต่จะเข้าร่วมล่าด้วยเฉพาะตอนที่เหยื่อมีขนาดใหญ่มาก เช่น ยีราฟ หรือควายป่าแอฟริกัน
ที่อาศัยของสิงโต (lion) – สิงโตตัวผู้มีแผงคอ ตัวเมียไม่มีแผงคอ อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ เช่น ทุ่งหญ้า ทุ่งหญ้าสะวันน่า และ ป่าพุ่ม จะอยู่รวมกันเป็นฝูง

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

วันอังคารที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ถวายกรอบรูป “ภาพพระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญ ที่ประดิษฐานในประเทศไทย” จ.ปทุมธานี

วันอังคารที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙
ได้นำกรอบรูปขนาดใหญ่
“ภาพพระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญ ที่ประดิษฐานในประเทศไทย”
ไปถวายวัดในจังหวัด

ปทุมธานี ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นจำนวน ๑๓ วัด เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลให้ในหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๗๔ พรรษา 1- วัดโบสถ์หลวงปู่เทียน

2- วัดเจดีย์ทอง

3- วัดสิงห์

4- วัดแจ้ง

5- วัดชัยสิทธาวาส

6- วัดบางหลวง

7- วัดน้ำวน

8- วัดชินวราราม

9- วัดป่ากลางทุ่ง

10- วัดตลาดเหนือ

11- วัดเทียนถวาย

12- วัดเทพสุธรรมราม (วัดหลวงปู่สรวง)

13- วัดสายสุวพรรณ (มีผ้าป่า ร่วมทำบุญแผ่นโปสเตอร์เล็ก 100 แผ่น)

อาจเป็นรูปภาพของ การจัดแสง, เชิงเทียน และ ในอาคาร
อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความพูดว่า "วัดเจดีย์ทอง วัดเจดีย์ は九いるる ต.คลองควาย อ.ล่ามโคก ถ.คลองควายอ.ล่ามโคก อ.ล่า จ.ปทุมธานี"
อาจเป็นรูปภาพของ ตาราง และ ในอาคาร
อาจเป็นรูปภาพของ วัด
อาจเป็นรูปภาพของ วัด และ ข้อความ
อาจเป็นรูปภาพของ วัด และ ข้อความ
อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความ

อาจเป็นรูปภาพของ ตาราง

อาจเป็นรูปภาพของ หนึ่งคนขึ้นไป, ผู้คนกำลังอ่านหนังสือ, พิณ, หีบเพลง, แคลริเน็ต, ฟลุต และ ไวโอลิน
อาจเป็นรูปภาพของ วัด, แท่นบรรยาย และ ข้อความ
ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ
อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความ
โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

ระหว่างวันที่ ๕-๙ มิถุนายน ๒๕๖๙ ได้ไปถวายกรอบรูปขนาด A1 “พระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญที่ประดิษฐานในประเทศไทย”

ระหว่างวันที่ ๕-๙ มิถุนายน ๒๕๖๙

ได้ไปถวายกรอบรูปขนาด A1 “พระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญที่ประดิษฐานในประเทศไทย” ดังนี้

เพชรบูรณ์

1- วัดศรีมงคล (วัดบ้านนาทราย) 5 มิถุนายน 69

พิษณุโลก

2- วัดกลางศรีพุทธาราม นครไทย 6 มิถุนายน 69

3- วัดนครไทยวราราม 6 มิถุนายน 69

4- วัดราชบูรณะ 9 มิถุนายน 69

แพร่

5- วัดบ้านนาคูหา 6 มิถุนายน 69

6- วัดพระธาตุดอยเล็ง 7 มิถุนายน 69

7- วัดพระธาตุอินทร์แขวน 7 มิถุนายน 69

8- วัดพระบาทมิ่งเมือง 6 มิถุนายน 69

9- วัดเขื่อนคำลือ 6 มิถุนายน 69

10- วัดปงท่าข้าม 6 มิถุนายน 69

11- วัศรีดอก 6 มิถุนายน 69

12- วัดสูงเม่น 6 มิถุนายน 69

13- วัดหลวง 7 มิถุนายน 69

เลย

14- วัดโพนชัย 5 มิถุนายน 69

อุตรดิตถ์

– วันอัฏฐมีบูชา

อาจเป็นรูปภาพของ วัด และ ข้อความ

อาจเป็นรูปภาพของ ดอกไม้

อาจเป็นรูปภาพของ วัด และ ข้อความ

อาจเป็นรูปภาพของ ถ้ำบาตู และ วัด

อาจเป็นรูปภาพของ วัด และ ข้อความ

อาจเป็นรูปภาพของ ดอกไม้ไฟ

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

สรุปคร่าวๆ (๘ เมษายน ๒๕๖๙) วัดที่ไปถวายกรอบรูป

สรุปคร่าวๆ (๘ เมษายน ๒๕๖๙) วัดที่ไปถวายกรอบรูป “พระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญ ที่ประดิษฐานในประเทศไทย” เฉพาะกรอบใหญ่ A1 (90 กว่าวัด)

(กรอบเล็ก A3 ส่งไปรษณีย์ไปทั่วประเทศก่อนหน้านี้แล้ว)

อธิษฐานให้พุทธบารมี ได้ปกคลุมประเทศไทย ปกป้องประเทศไทย จากภัยต่างๆ ทั้งหลายทั้งปวง

https://www.facebook.com/share/p/1cUfPX2X3m/

อาจเป็นรูปภาพของ วัด
อาจเป็นรูปภาพของ วัด และ ข้อความ
อาจเป็นรูปภาพของ วัด และ ข้อความ

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความพูดว่า "ตามรอยพระเจ้าอโสก โสก ถวาย ถวายกรอบรูปแสดง เสดง ตาม รอย พระเ รอบรูป "พระบรมสารีริทธาตุส่วนสำคัญ รีริก "พระบร ส่วน ที่ประดิษฐานใน ฐาน ใน ที่ป ะดิษ ประเทศไทย" เพื่อป เพื่อประดิษฐานไปทั่วชมพูทวีป วีป ไป"
โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

วัดแรกในวันมาฆบูชา ๓ มีนาคม ๒๕๖๙ เริ่มต้นจาก

“พระธาตุจอมแจ้ง” อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

ไม่คิดว่าวัดจะมีงานใหญ่ขนาดนี้ มีขบวนแห่ยาวมาก ขับรถไปอยู่หน้าขบวน เพื่อที่จะเอากรอบรูปภาพ “พระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญ ที่ประดิษฐานในประเทศไทย” ไปถวาย

แต่เห็นผู้คนจำนวนมาก ขบวนยาวเป็นกิโลเลย คิดว่า เข้าไปลำบากแน่ๆ เพราะวันนั้นคือ วันมาฆบูชา ในแผนที่ทำไว้ คือ ๑๓ วัด ต้องใช้แต่ละวัดไม่มาก เพราะวัดห่างกันพอสมควร เลยขับรถไปตัดหน้าขบวนแล้วไปจอดข้างทาง

คนที่นั่นอัธยาศัยดีมาก ไม่ว่าเราเลยสักนิดเดียว เลยบอกเจ้าหน้าที่ว่า เรามีกรอบรูปขนาดใหญ่จะไปถวาย เค้าบอกว่า ให้ขึ้นไปถวายข้างบน เลยบอกเค้าว่า อย่างนั้นขออนุญาตร่วมขบวนได้ไหม เค้าก็ยินดี และบอกว่า คุณมาถูกวัดแล้ว วัดนี้เป็นวัดใหญ่วัดสำคัญประจำอำเภอเลยทีเดียว แถมเจ้าหน้าที่บอกว่า ผมช่วยถือไปถวายให้ก็ได้ แต่ภาพมันใหญ่อีกสักพักจึงมีอีกท่านมาช่วยถือ แล้วก็ได้เข้าร่วมขบวน คนในขบวนบอกว่า รูปพระพุทธเจ้า ให้เอาไปนำข้างหน้าเลย

วัดแรกของวันมงคล ก็ได้สิ่งที่ดีๆ แล้ว
ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ และ ผู้คนในขบวนแห่ด้วย ที่อนุญาตให้เราเข้าร่วมขบวน

https://www.facebook.com/share/v/18GtAjVgbo

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

วันที่สอง ของการเดินทางเสาร์ที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

– วัดเวียง (เล็บมือ)
– วัดอุมลอง (กระดูกด้ามพร้า)
– วัดดอยป่าตาล (ม่อนวัวนอน)

—————————————-

วันนี้ต้องเดินทางจากลำปางไปถวายกรอบรูป “พระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญ ที่ประดิษฐานในประเทศไทย” สองจังหวัดในวันเดียว และต้องขับรถผ่านป่าเขาและต้องทำเวลาให้ได้ครบตามที่กำหนด

ในจังหวัดลำปางซึ่งมีในลีสดังนี้
– วัดเวียง (เล็บมือ)
– วัดอุมลอง (กระดูกด้ามพร้า)
– วัดดอยป่าตาล “ม่อนวัวนอน” (พระธาตุลิ้นไก่)
– พระธาตุจอมปิง (ซี่โครงซ้าย)

– พระธาตุลำปางหลวง (พระนลาฎเบื้องขวา, พระศอเบื้องหน้า-หลัง), พระแก้วมรกต – พระธาตุม่วงคำ (พระธาตุ “มหาจานุกํง” พระธาตุคางเบื้องซ้าย), พระเกศาธาตุ ๘ เส้น

– วัดพระแก้วดอนเต้า (มะแกว (หัวใจ)), พระเกศาธาตุ – สุสานไตรลักษณ์ (ไปนมัสการหลวงปู่เกษม)

พะเยา

– พระธาตุแจ้โว (ปลายพระนาสิก) – พระธาตุดอยน้อย (นิ้วก้อย)

– พระธาตุจอมทอง (พระกรเบื้องซ้าย) – พระธาตุภูขวาง (พระหัตถ์เบื้องขวา+พระเกศา ๓ เส้น)

———————————————————-

สามวัดแรก ที่อยู่ติดกัน – วัดเวียง, วัดอูมลอง, วัดดอยป่าตาล อยู่อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง

วัดเวียง อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง

เป็นวัดสำคัญของอำเภอ (ตามที่ชาวบ้านบอกมา) เป็นวัดเก่าแก่ แต่ตอนไปที่วัด พระท่านมีกิจนิมนต์ไปที่อื่น จึงได้ฝากถวายกรอบรูปไว้กับพระวัดอูมลอง (พร้อมโปสเตอร์แผ่นเล็กด้วย) ตามบันทึกวัดเวียงเป็นที่ประดิษฐานเล็บมือของพระพุทธเจ้า จึงขับรถไปที่วัดอูมลอง ซึ่งห่างจากกันไม่ไกลนัก

วัดอุมลอง อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง

ตามตำนานของวัดกล่าวไว้ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นพระโคอุสุภราช ได้มาประสูติลูกน้อยยังบริเวณที่ตั้งของพระธาตุวัดเวียงในปัจจุบันนี้

เมื่อประสูติแล้ว แม่โคได้พาลูกน้อยออกไปหากินทางทิศเหนือ แล้วได้พลัดหลงกัน ลูกโคจึงเรียกร้องหาแม่ว่า “อุลอ อุลอ” แล้วเที่ยวตามหาแม่อยู่นานเกือบ ๒ วัน จึงพบแม่โคนอนอยู่ในที่แห่งหนึ่ง จึงเรียกบริเวณนั้นว่า “อุลอ” ต่อมามีการเรียกเพี้ยนไปว่า “อุมลอง”

หลังจากนั้นแม่โคและลูกน้อย ได้พากันไปหากินทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ และพักนอน อยู่บริเวณนั้นเป็นเวลานาน จนลูกน้อยโตขึ้น ณ บริเวณนั้น จึงเรียกว่า “ม่อนวัวนอน” ปัจจุบันอยู่ในเขตบ้านป่าตาล ต.เถินบุรี จ.ลำปาง และเป็นที่ตั้งของวัดดอยป่าตาลนั่นเอง

ครั้งเมื่อพระบรมโพธิสัตว์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วพระองค์ระลึกชาติได้แต่คนหลังว่าเคยเสวยพระชาติเป็นอะไรมาบ้าง แต่ละชาตินั้นเคยอยู่ที่ไหนมาบ้างพระองค์ได้ตรัสสั่งไว้ให้พระสาวกนำเอาเกศาหรือพระบรมสารีริกธาตุของพระองค์ไปบรรจุไว้สถานที่ดังกล่าว หลังจากนั้นหลังจากที่พระองค์เสด็จดับขันปรินิพพานไปแล้ว

หลังจากที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันปรินิพพานมาแล้ว มีพระยาอโสกได้สร้างเจดีย์ขึ้นจำนวน ๘๔,๐๐๐ องค์ (แปลว่า มากสุดๆ) และได้ทรงทูตมาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ ตามคำสั่งสำเร็จของพระพุทธเจ้าให้ปัจจุบันคือ

วัดเวียงคือ “เล็บมือนาง”

วัดอุมรอง “พระธาตุกระดูกด้ามพร้า” หรือกระดูกท่อนแขนใต้ศอก

วัดดอยป่าตาล “พระธาตุลิ้นไก่”

จึงได้ถวายกรอบรูปไว้ที่วัดอุมลอง และฝากถวายไว้ให้วัดเวียง หลังจากนั้น ก็เดินทางไปที่วัดดอยป่าตาล

เป็นที่น่าแปลกใจว่า ขณะขับรถไปที่วัดดอยป่าตาลนั้น เจอฝูงวัวและลูกวัวเดินผ่านหน้ารถด้วย

วัดดอยป่าตาล อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง

พระเจดีย์ยังคงไม่ได้มีการบูรณะมาก (เจดีย์สีขาว) ตั้งอยู่บนดอยเตี้ยๆ ไม่ห่างจากนั้น

หลังจากดูระยะทางแล้ว ต้องข้าม “พระธาตุจอมปิง” ไปเพราะว่าไม่อย่างนั้นจะไปพระธาตุที่เหลือไม่ได้เลย จึงมุ่งตรงเป้าหมายต่อไป คือ “พระธาตุม่วงคำ”

*** มีต่อยังอยู่ในจังหวัดลำปาง ***

https://www.facebook.com/share/p/1DP4xmtj81

อาจเป็นรูปภาพของ วัด
อาจเป็นรูปภาพของ วัด

อาจเป็นรูปภาพของ วัด และ ข้อความ

อาจเป็นรูปภาพของ วัด
อาจเป็นรูปภาพของ วัด และ อนุสาวรีย์
อาจเป็นรูปภาพของ ช้าง, อูฐ, ถนน และ พื้นหญ้า

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

วันที่สอง ของการเดินทาง (ต่อ… ตอนที่ ๒ ยังอยู่ในลำปาง) เสาร์ที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

ตอนที่ ๒ ยังอยู่ในลำปาง มีดังนี้

– พระธาตุลำปางหลวง (พระนลาฎเบื้องขวา, พระศอเบื้องหน้า-หลัง), พระแก้วมรกต
– พระธาตุม่วงคำ (พระธาตุ “มหาจานุกํง” พระธาตุคางเบื้องซ้าย), พระเกศาธาตุ ๘ เส้น

– วัดพระแก้วดอนเต้า (มะแกว (หัวใจ)), พระเกศาธาตุ
– สุสานไตรลักษณ์ (ไปนมัสการหลวงปู่เกษม)

—————————————-

วันนี้ต้องเดินทางจากลำปางไปถวายกรอบรูป “พระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญ ที่ประดิษฐานในประเทศไทย” สองจังหวัดในวันเดียว และต้องขับรถผ่านป่าเขาและต้องทำเวลาให้ได้ครบตามที่กำหนด

ในจังหวัดลำปางซึ่งมีในลีสดังนี้
– วัดเวียง (เล็บมือ)
– วัดอุมลอง (กระดูกด้ามพร้า)
– วัดดอยป่าตาล “ม่อนวัวนอน” (พระธาตุลิ้นไก่)
– พระธาตุจอมปิง (ซี่โครงซ้าย)

– พระธาตุลำปางหลวง (พระนลาฎเบื้องขวา, พระศอเบื้องหน้า-หลัง), พระแก้วมรกต, พระเจ้าศิลา (จากละโว้) ไม้ขะจาว(ตั้งแต่สมัยพุทธกาล)

– พระธาตุม่วงคำ (คางเบื้องซ้าย)
– วัดพระแก้วดอนเต้า (มะแกว (หัวใจ), พระเกศาธาตุ)
– สุสานไตรลักษณ์ (ไปนมัสการหลวงปู่เกษม)

พะเยา

– พระธาตุแจ้โว (ปลายพระนาสิก) – พระธาตุดอยน้อย (นิ้วก้อย)

– พระธาตุจอมทอง (พระกรเบื้องซ้าย) – พระธาตุภูขวาง (พระหัตถ์เบื้องขวา+พระเกศา ๓ เส้น)

———————————————————-

วัดพระธาตุลำปางหลวง

ตำบลลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง

ตามตำนานวัด ประดิษฐาน พระเกศาธาตุ พระนลาฏเบื้องขวา พระศอด้านหน้าและหลัง พระแก้วมรกต พระเจ้าศิลา (จากละโว้) ไม้ขะจาว(ตั้งแต่สมัยพุทธกาล)

ประวัติวัดพระธาตุลำปางหลวง ได้จากตำนานต่างๆพอสรุปได้ว่าวัดนี้มีความสำคัญมาตั้งแต่พุทธกาลแล้ว ยังคงความสำคัญเรื่อยมา ดังเช่นในตำนานมีการกล่าวถึงการเสด็จมา นมัสการพระธาตุของพระนางกามเทวี ราวพ.ศ.๑๒๐๐ เศษ วัดมีการบูรณะเรื่อยมา ตามที่มีบันทึกคือ จากศิลาจารึกกล่าวว่าพ.ศ. ๑๙๙๒ เจ้าหารและท้อง ได้ทราบพระเจดีย์สูง ๑๕ วากว้าง ๓ วาพ.ศ. ๒๐๓๙ เจ้าหมื่นคำเพชรได้บูรณะกำแพงพ.ศ.๒๐๓๙ เจ้าหาญศรีธัตถะทได้บูรณะพระเจดีย์อีกฐานกว้าง ๑๒ วา สูง ๒๒ วา ๒ ศอกและได้บูรณะอีกหลายครั้ง

วัดนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกตวัดนี้เป็นปูชนียสถานที่สำคัญที่สุด แห่งหนึ่งในอาณาจักรล้านนาจนถึงปัจจุบัน สิ่งที่ประดิษฐานภายในวัดมีดังนี้

๑.ในองค์เจดีย์ภายในบรรจุพระบรมเกศาธาตุ ซึ่งพระพุทธเจ้ามอบให้ลัวะอ้ายก่อนเมื่อครั้งพุทธกาล และได้สร้างเจดีย์สูง ๗ ศอกเพื่อประดิษฐานพระเกศา

หลังจากนั้นพระมหากัสสปะได้เอา พระบรมสารีริกธาตุพระนลาฏเบื้องขวา และพระเมฆิยะได้เอาพระบรมสารีริกธาตุส่วนลำคอข้างหน้าและข้างหลังมาบรรจุไว้พระธาตุเจดีย์ได้ถูกสร้างบูรณะหลายครั้งองค์ที่เห็นปรากฏอยู่นี้เจ้าเมืองศรีธัตถะสร้างขึ้นเมื่อพ.ศ ๒๐๓๙

๒. วิหารหลวง สร้างเมื่อพ.ศ.๒๐๑๙ โดยเจ้าหมื่นคำเพชรภายในมีซุ้มมณฑปประดิษฐานพระเจ้าล้านทอง ซึ่งหล่อขึ้นในพ.ศ.๒๑๐๖ มีภาพจิตรกรรมเรื่องทศชาติและพรหมจักรซึ่งเขียนขึ้นราวกลางพุทธศตวรรษ ที่ 20 นอกจากนี้ยังมีศิลปะวัตถุที่สำคัญอีก คือ ธรรมาสน์สวดและเทศน์พุทธาภิเษกและอาสนะสงฆ์ซึ่งเจ้านายสมัยโบราณผู้มีศรัทธาถวายให้แก่วัด

๓. วิหารพระพุทธ ไม่ปรากฏชื่อผู้สร้างแต่คงมีอายุไม่น้อยกว่า ๗๐๐ ปีและถูกบูรณะซ่อมแซมในปี พ.ศ.๒๓๔๕

๔. ซุ้มประตูโขงโครงสร้างขึ้นราวปีพุทธศตวรรษที่ ๒๑

๕. วิหารน้ำแต้ม สันนิษฐานว่าโครงสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เป็นอาคารไม้ที่เก่าแก่ที่สุดของภาคเหนือภายในมีค่ากิจกรรมฝาผนังคงมีอายุตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๒๑ ลงมา ซึ่งเขียนไว้บนแผงไม้คอสองของวิหาร

คอสองด้านพระหัตถ์ซ้ายของพระประธานเป็นเรื่องท้าวสักกะ ส่วนคอสองด้านพระหัตถ์ขวาเป็นเรื่องพระนางสามาวดี เป็นนิทานชาดกนอกนิบาตอธิบายพระสูตรพระไตรปิฎก สาระของเรื่องกล่าวถึงผลของการครองตนด้วยความไม่ประมาท เป็น เน้นเรื่องกรรมดีกรรมชั่ว

๖. วิหารพระเจ้าศิลา สร้างเมื่อพ.ศ.๑๒๐๐ เศษ โดยพระเจ้ากรุงละโว้ พระราชบิดาของพระนางจามเทวีเพื่อประดิษฐานพระเจ้าศิลาซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงละโว้สมัยนั้น

๗. ปล่องหนังทิพย์ช้าง ซึ่งหนังทิพย์ช้างได้อาศัยปล่องนี้ลอดเข้าไปยิงท้าวมหายศ แม่ทัพพม่า ขณะพักไพร่พลอยู่ในวัดนี้ซึ่งขณะนั้นลำปางเป็นเมืองขึ้นของพม่าในปีพ.ศ.๒๒๗๕

๘. พระอุโบสถ สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.๒๐๑๙ และปฏิสังขรณ์ในสมัยรัตนโกสินทร์พ.ศ.๒๔๖๗

๙. ไม้ขะจาว ในตำนานกล่าวว่า ลัวะอ้ายกอนใช้เป็นไม้คานหาบกระบอกน้ำผึ้ง มะพร้าว มะตูม มาถวายพระพุทธเจ้าแล้วเอาไม้นี้ปักทางปลายลงเลยเกิดเป็นต้นขึ้นมาอายุประมาณ ๒๕๐๐ กว่าปี

๑๐. วิหารต้นแก้ว ถูกปฏิสังขรณ์ใหม่หมด พ.ศ.๒๕๑๐ จนไม่เหลือหลักฐานเก่าแก่ให้เห็นว่าเดินสร้างขึ้นตั้งแต่ครั้งใด

๑๑. กุฏิพระแก้วไม่ปรากฏเวลาผู้สร้างแต่คงมีอายุไม่น้อยกว่า ๔๐๐ ปีเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต

๑๒. ซุ้มพระพุทธบาท สร้างครอบรอยพระพุทธบาท ฐานก่อขึ้น เป็นชั้นคล้ายพระเจดีย์สร้างเมื่อปี ประมาณพ.ศ.๑๙๙๒ เจ้าเมืองหาญแต้ท้องเป็นผู้สร้างภายในซุ้มพระพุทธบาทสามารถมองเห็นเงาพระธาตุ และพระวิหารมุมกลับ

หลังจากถวายกรอบรูปแสดง “พระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญ ที่ประดิษฐานในประเทศไทย” ที่วัดพระธาตุลำปางหลวงแล้ว ก็เดินทางต่อไปยัง วัดพระธาตุม่วงคำ

—————————

วัดพระธาตุม่วงคำ

ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

  • ประดิษฐาน พระเกศาธาตุ ๘ เส้น ไม้กัมประ (ไม้มะม่วง ที่พระพุทธเจ้าสำแดงปาฏิหาริย์ต่ออัญยะดิถีทั้ง ๖ ในเมืองพาราณสี)
  • พระธาตุ “มหาจานุกํง” พระธาตุคางเบื้องซ้าย
  • เป็นที่อันประเสริฐนักเป็นที่ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย สร้างโพธิสมภาร มาจุต๋นจุองค์แล
  • พระพุทธเจ้า เคยมาบำเพ็ญบารมี ๒ ชาติ สมัยเป็นพระโพธิสัตว์ คือ เป็นพญานาคราชา และ เป็นกษัตริย์ชื่อ “พระยาปรัมมะโฆสา”

เมื่อเดินทางมาถึงที่พระธาตุม่วงคำนี้ อุปสรรคเกิดขึ้นแล้วสิ ต้องเกริ่นก่อนว่า ก่อนหน้าที่จะเดินทาง รถเกิดความร้อนแล้วได้ไปเปลี่ยนปั๊มหม้อน้ำอันใหม่เรียบร้อย เช็คทุกอย่างว่า ok แต่หลังจากเหตุการณ์วันนั้น รถขับไปก็มีอาการกระตุก ไอ้เราคิดว่าหัวฉีดคงมีปัญหา พยายามแก้ไขปัญหาก่อน เพราะรู้ดีว่า ต้องขับรถระยะทางไกลหลายพันกิโล ต้องแบกของหนัก และที่สำคัญต้องขึ้นดอยตลอด (ส่วนมากพระบรมสารีริกธาตุมักประดิษฐานอยู่บนดอย) และแล้วอุปสรรคก็มาถึง พอถึงวัดพระธาตุม่วงคำ ก็ขับรถจะขึ้นไปกราบพระเจดีย์ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาชัน พอไปได้สักพัก อ้าวรถไม่มีกำลัง พยายามหลายหนแต่ขึ้นไม่ได้เลย เลยต้องถอยรถลงมา แล้วขับไปตรงที่มีศาลาอยู่ตรงปลายบันไดนาค ทันใดที่ลงมา มองไปที่บันไดนาค ที่จะเดินขึ้นไป แต่ก็ต้องกราบพระธาตุตรงนั้น เพราะบันไดสูงมาก แล้วต้องมีภาระกิจไปถวายกรอบรูป อีกหลายวัดมาก แต่ก็คิดอยู่ในใจว่า รถเราจะไปรอดไหมหนอ เพราะมีอีกหลายดอยรออยู่

ขณะที่เราเดินลงมาจากรถ มองไปไม่มีพระหรือไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลย แต่มีหมาเห่าจำนวนมาก จนกระทั่งหลวงพ่อออกมา (ประวัติวัดนี้มีเกี่ยวกับหมาคำ) หลังจากนั้น ก็ได้ไปถวาย กรอบรูปแสดง “พระบรมสารีริกธาตุส่วนสำคัญ ที่ประดิษฐานในประเทศไทย” เรียบร้อยแล้ว และได้ทำบุญกับวัดไว้อีกจำนวนหนึ่ง และหลวงพ่อได้มอบ “ตำนานอันศักดิ์สิทธิ์” ของวัดไว้ให้เล่มหนึ่ง ซึ่งจะทราบประวัติของวัดได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่สมัยพุทธกาล ที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาตรงวัดนี้ และพระพุทธองค์ได้ตรัสถึงอดีตชาติของพระพุทธองค์ไว้อย่างละเอียด

ประวัติมีว่า “เจ้านรนันทไชย” เจ้าผู้ครองนครลำปางเป็นผู้ค้นพบ และได้มีพระเถระผู้ใหญ่ ทางคณะสงฆ์จังหวัดลำปางได้บูรณะปฏิสังขรณ์ปฏิบัติสืบกันเป็นลำดับมา

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ตำนานวัดพระธาตุเจ้าดอยม่วงคำ อันศักดิ์สิทธิ์ คัดลอกมาจากต้นฉบับเดิมเป็นคัมภีร์ใบลานภาษาพื้นเมือง จะขอสรุปโดยสั้นๆ ดังนี้

พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์ เราทั้งหลายจะพากันเสด็จไปสู่ดอยคำเตอะ พระพุทธองค์ พาพระภิกษุ ๑๕๐๐ รูป ไปสู่ดอยคำบัดเดี๋ยวนั้น

พระอานนท์ผู้อุปัฏฐากกปูอาสนะให้พระพุทธเจ้า นั่งริมปากโหมังขุมคำ เมื่อพระพุทธเจ้านั่งอยู่แล้ว ก็เนรมิตในฐานะที่นั้น ให้มีให้มืดมนเป็นเมฆหมอก ๗ วัน ๗ คืนบังเกิดให้ฝนตกลงมาในบ้านในดอย อันเป็นอันหนาว และเย็นนัก

ยักษ์เย็น ผีเข็น พงดงทั้งหลาย เขาก็มีความยินดีเขาก็ยกมือกราบไหว้พระพุทธเจ้า ยามนั้นพระส้ตถา ตนวิเศษ ก็แผ่รัศมีส่องแจ้งทั่วดงดอย พระองค์กระทำสำเนียงเสียงขึ้นถึงพรหมโลก ท้าวจตุโลกทั้ง ๔ อินตา พรหม เทวบุตร เทวดาทั้งหลาย ยักษ์เย็น ผีเข็น กุมภรรณ์ กันทะ ครุฑนาคน้ำ ก็พากันมาสู่ระดับฟังพระธรรมเทศนาแห่งพระศรีสัพพัญญูพระพุทธเจ้า

แล พระพุทธเจ้าก็นำมายังสัจธรรมทั้ง ๔ มาเทศนาให้บริษัททั้งหลาย สดับรับฟัง

หั้นแล ในเมื่อแล้วสัจธรรมทั้ง ๔ แล้ว ดังอั้นบริษัททั้งหลายบางคนก็ได้ถึงโสดา ถึงสถิตากา และอนาคา บางคนก็ถึง อรหันต๋า ตามบุญสมภารแห่งตน อันได้กต๋าธิการมาแต่ก่อน ก็มีอันนั้นแหละ

ภควาอันพระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวอินทราพร้อมท้าวจตุโลกทั้ง ๔ ว่ามหาราชะ ดูรา มหาราช ในฐานะที่ดอยโหม้งขุมคำนี้ เป็นที่อันประเสริฐนักเป็นที่ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย สร้างโพธิสมภาร มาจุต๋นจุองค์แล

ส่วนต๋นกูตถาคต อันมีชื่อว่า “โคตมะ” นี้จะเอาพระเกศามาบรรจุไว้ที่นี้ ๘ เส้น และว่าอั้นแล้วยามนั้นพระมหาอนันทะและพระภิกษุทั้งหลาย ๑๕๐๐ รูปอินตา พรหม ยมราช เทวบุตร เทวดา ท้าวจตุโลกทั้ง ๔ ก็มีใจ๋จมจื่นยินดีมากนักและพากันนำเอาพระเกศา ๘ เส้น ต่อพระหัตถ์แห่งพระพุทธเจ้า

ก็นำมาใส่ผอบคำ อบรมด้วยกันธะ ของหอมต่างๆ แล้วพระยาอินทร์ก็ลงบรรจุไว้ในโหมังขุมคำล้ออันลึกได้ ๕๐ วา นั้นแล้ว

พระยาอินทร์ก็ใช้พระวิษณุกรรมเทวบุตร นำเอา “กิ่งไม้กำประ” คือไม้มะม่วงที่พระพุทธเจ้าสำแดงปาฏิหาริย์อันมีอัญยะติถีทั้ง ๖ ในเมืองพาราณสีมาแล้ว พระยาอินทร์ก็รับกิ่งไม้จากพระวิษณุกรรมเทวบุตร

และพระยาอินทร์ก็ตอกไว้ลงที่ปากโหม้งขุมคำ แล้วดังอั้น พระพุทธเจ้ากล่าวแก่เทวบุตร เทวดาว่า ดูรา มหาราช ตั้งแต่นี้ต่อไปภายหน้า ในฐานะอันนี้ก็ดีจะได้ชื่อว่า “ดอยม่วงคำ” แลตัวตถาคตนิพพานไปแล้วอั้นสาวกแห่งตัวตถาคตจะนำ พระมหาธาตุ “มหาจานุก์” คือ กระดูกคางข้างซ้ายแห่งกูตถาคต มาบรรจุไว้ที่นี่แถม บ่ออั้นแล

นอกจากนี้พระพุทธองค์ยังกล่าวถึงอดีตชาติสมัยที่ท่านบำเพ็ญเป็นพระโพธิสัตว์ มายังสถานที่แห่งนี้ถึง ๒ ชาติ

อานันโต ดูรา อานันทะ ในฐานะที่นี่เป็นที่อันประเสริฐ หาที่อันจักเสมอบ่ได้แล ดูรา อานันทะ กูตถาคตเกิดมาสองชาติ กูตถาคตก็มากระทำฐานะในที่นี้ คือ ดอยม่วงคำเป็นที่อาศัยบำเพ็ญธรรมแล

เรื่องของพระโพธิสัตว์ “พระยาปรัมมะโฆสา” ก็จะอยู่ในเรื่อง หมาคำ ตำนานของวัด ซึ่งอาจจะยาวไปถ้านำมาลงในโพสต์นี้ทั้งหมด

กูตถาคตได้เกิดมาเป็นพญานาค ในการก่อน กูตถาคตมาอาศัยยังฐานะที่นี้ กูตถาคตตายจากการเป็นพระยานาค ได้เกิดเป็น “พระยาปรัมมะโฆสา” ก็ได้มาอาศัยดอยม่วงคำที่นี้สร้างสมภาร

——————————-

วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม

๑๐๖ ถนนพระแก้ว ตำบลเวียงเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

ประดิษฐานพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า, พระธาตุมะแกว (หัวใจ)

และเคยเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกต (องค์ที่ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระธาตุลำปางหลวงปัจจุบัน

เป็นวัดเก่าแก่นับพันปี เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๑๙๗๙ เป็นเวลานานถึง ๓๒ ปี ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดพระธาตุลำปางหลวง

เหตุที่วัดนี้ได้ชื่อว่า “วัดพระแก้วดอนเต้า” มีตำนานกล่าวว่า พระมหาเถระแห่งวัดนี้พบแก้วมรกตในแตงโม (ภาษาเหนือเรียกว่า “หมากเต้า”) และนำมาแกะสลักเป็นพระพุทธรูป และต่อมาได้อัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดพระธาตุลำปางหลวงจนถึงปัจจุบัน

สิ่งสำคัญที่มีอยู่ในวัดนี้ ได้แก่

– องค์พระบรมธาตุดอนเต้า พระเจดีย์องค์ใหญ๋ซึ่งบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า

– วิหารพระนอน ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ ที่มีอายุเก่าแก่พอๆ กับวัดนี้

– วิหารหลวง ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย

– วิหารพระเจ้าทองทิพย์ สร้างโดยพระนางจามเทวี อายุกว่า ๑๐๐๐ ปี เป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าทองทิพย์ ศิลปะสมัยเชียงแสน

– มณฑปหรือพญาธาตุ ศิลปะแบบพม่า

– วิหารลายคำฝีมือช่างเชียงแสน ภายในมีจิตรกรรมฝาผนัง มีลวดลายทองประดับตามส่วนต่างๆ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเชียงแสน

– พิพิธภัณฑสถานแห่งล้านนา อันเป็นแหล่งรวมศิลปวัตถุแบบล้านนา เช่น สัตตภัณฑ์ เครื่องถ้วยกระเบื้อง พระพุทธรูป เป็นต้น

———————–

หลังจากนั้นก็ไปต่อกันที่สุสานไตรลักษณ์ ไปกราบสักการะ หลวงปู่เกษม เขมมโก เมื่อได้สักการะหลวงปู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ขับรถไปต่อกัน คราวนี้ต้องข้ามป่า ไปจังหวัดพะเยากันแล้ว (ในวันเดียวกัน)

ติดตามตอนต่อไป……

https://www.facebook.com/share/p/1AWBP3RYs4

อาจเป็นรูปภาพของ วัด และ อนุสาวรีย์
อาจเป็นรูปภาพของ วัด
อาจเป็นรูปภาพของ วัด
อาจเป็นรูปภาพของ อนุสาวรีย์ และ ข้อความ

อาจเป็นรูปภาพของ วัด และ ข้อความ

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น